ชื่อวัด : วัดศรีนวรัฐ (ทุ่งเสี้ยว)
 
เจ้าอาวาส : พระครูวินัยธรสุเทพ ฐานวโร
 
ประวัติวัด และ กิจกรรม:


                    บ้านทุ่งเสี้ยว  เป็นหมู่บ้านหนึ่งในจำนวน ๑๔ หมู่บ้านของเทศบาลตำบลบ้านกลาง  เขตอำเภอสันป่าตอง  จังหวัดเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเชียงใหม่  บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๘  เชียงใหม่-ฮอด  ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ  ๓๐ กิโลเมตร  ลักษณะภูมิประเทศมีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบดินเหนียว  ดินเหนียวร่วนปนทราย และดินทราย  มีลำน้ำขานไหลผ่านเขตชุมชนจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ซึ่งเป็นที่ราบ  การตั้งถิ่นฐานและการประกอบอาชีพของประชากรจะตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย   เป็นกลุ่มหนาแน่นบริเวณสองฟากทางหลวงแผ่นดิน  โดยประกอบอาชีพทำนาและทำสวนเป็นส่วนใหญ่


                    จากร่องรอยและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ทำให้ทราบว่า  บ้านทุ่งเสี้ยวเป็นชุมชนโบราณแห่งหนึ่งในแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน  ที่มีพื้นที่โดยรอบเป็นแหล่งปลูกข้าว  จึงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญมาแต่โบราณ  นับตั้งแต่สมัยหริภุญไชยจนมาถึงสมัยพญามังราย  ซึ่งมีระบบเหมืองฝายที่ได้ใช้ต่อๆ กันมาตั้งแต่โบราณ  มีลำเหมืองและลำห้วยสายเล็กชักน้ำเข้ามาใช้  ทำให้ลำน้ำไหลลงสู่พื้นที่ราบแผ่กว้างออกไปเป็นการเพิ่มพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงอย่างเป็นระบบสืบทอดต่อๆ กันมา  แม้ในปัจจุบันบ้านทุ่งเสี้ยวก็ยังคงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ  ไม่เพียงแต่ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงชุมชนและเมืองเชียงใหม่เท่านั้น  หากแต่ยังส่งออกไปจำหน่ายต่างถิ่นได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
                    หลังจากผ่านการศึกสงครามและการยึดครองของพม่ามาเป็นเวลานาน  เกิดการขาดแคลนกำลังคน  การฟื้นฟูบ้านเมืองในสมัยพระเจ้ากาวิละจึงเริ่มขึ้นโดยการรวบรวมชาวบ้านเพื่อตั้งหลักที่เวียงป่าซาง  อันเป็นที่มั่นชั่วคราวเป็นเวลานานกว่า ๑๔ ปี  ก่อนที่จะเข้าอยู่อาศัยในเวียงเชียงใหม่  ด้วยเหตุที่ว่าเวียงป่าซางมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำบรรจบกัน ๓ สาย  คือ  น้ำแม่ปิง  น้ำแม่กวง   และน้ำแม่ทา  ตลอดช่วงเวลานั้นได้มีการยกทัพขึ้นไปกวาดต้อนและเกลี้ยกล่อมผู้คนจากเมืองใกล้เคียง  โดยเฉพาะหัวเมืองต่างๆ ทางตอนบนหลายครั้ง  โดยได้อพยพชาวบ้านแบบเทครัวมาเป็นกลุ่มๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตเชียงใหม่และลำพูน  ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๒๕ และปี พ.ศ. ๒๓๕๖  ทำให้มีกำลังพลมากขึ้น  จึงสามารถฟื้นฟูบ้านเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง  เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙  หลังจากที่ถูกทิ้งเป็นเมืองร้างไปนานถึง ๒๐ ปี

                    นอกจากเหตุผลดังกล่าว การเคลื่อนย้ายคนลงมาในภายหลังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น  ติดตามหาญาติพี่น้องและพวกพ้องที่หนีภัยสงคราม  ความไม่สมบูรณ์ของบ้านเกิดเมืองนอนและความอดอยากในการดำรงชีพ  จึงได้เสาะแสวงหาที่ทำมาหากินใหม่ที่อุดมสมบูรณ์  เข้ามารวมกันเป็นกลุ่มตามเผ่าพันธุ์  สำหรับบ้านทุ่งเสี้ยวนั้นเป็นเขตที่มีชาวไทยเขินอาศัยอยู่มาก  มีความผูกพันกันตามระบบครอบครัวและเครือญาติ  จึงนำความมั่นคงมาสู่พื้นที่  และเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน  จึงได้ชักชวนร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ตลอดถึงการสร้างวัดวาอารามขึ้นมาใหม่  โดยได้นำศิลปะวิทยาการ  วัฒนธรรมจากถิ่นฐานดั้งเดิมมาใช้  มีวิถีชีวิตเรียบง่ายเช่นเดียวกับชาวล้านนาทั่วไป  คือมีการใช้คำเมืองหรือภาษาพื้นเมืองในการสื่อสาร  ส่วนประเพณีที่สำคัญนั้น  ได้แก่  ประเพณีสงกรานต์  ประเพณีลอยกระทง  ประเพณีปอยหลวง  การถวายสลากภัต  และประเพณีสรงน้ำพระธาตุ  ส่วนวันที่ถือว่ามีความสำคัญทางพุทธศาสนา  ได้แก่  วันเข้าพรรษา  ออกพรรษา  โดยมีวัดศรีนวรัฐเป็นวัดเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมทางจิตใจ  และขนบธรรมเนียมประเพณีของพุทธศาสนา  ที่สำคัญวัดหนึ่งของชุมชนทุ่งเสี้ยวในปัจจุบัน


                    วัดศรีนวรัฐตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งเสี้ยว  ตำบลบ้านกลาง  อำเภอสันป่าตอง  จังหวัดเชียงใหม่  โดยมีถนนแยกจากทางหลวงหมายเลข ๑๐๘ เชียงใหม่-ฮอด  ที่หลักกิโลเมตรที่ ๓๐  ตรงเข้าสู่หน้าวัด  โดยอยู่ห่างจากถนนหลวงเป็นระยะทางประมาณ  ๔๐๐ เมตร

                    บริเวณวัดมีพื้นที่ทั้งหมด ๙ ไร่  ๒ งาน ๔๐ ตารางวา  อาคารเสนาสนะประกอบด้วย  อุโบสถก่ออิฐถือปูน  ที่มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระสุธนมโนราห์  ศาลาการเปรียญ  ศาลาบาตร  โบสถ์  วิหารไม้สักศิลปะล้านนา  ศาลาเอนกประสงค์ ๒ หลัง  และกุฏิสงฆ์  สำหรับปูชนียวัตถุที่สำคัญได้แก่  พระพุทธรูปไม้สัก  พระพุทธรูปปางสมาธิศิลปะสมัยสุโขทัย  พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะเชียงแสน  ธรรมาสน์   สัตตภัณฑ์  แท่นบูชาและหีบพระธรรมรุ่นเก่าหลายใบ

                    วัดศรีนวรัฐ  ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๔๕  เดิมชื่อ  วัดหลวงทุ่งเสี้ยว  ชาวบ้านเรียกขานกันสั้นๆ ว่า  วัดทุ่งเสี้ยว  โดยมีกลุ่มชาวไทเขินเป็นผู้สร้างวัด  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙  ในชื่อ “วัดศรีนวรัฐ”

                    เขตวิสุงคามสีมา  กว้าง ๑๐ เมตร  ยาว  ๑๘ เมตร  บริเวณวัดเดิมตั้งอยู่ด้านหน้าของวัดศรีนวรัฐในปัจจุบัน  ในช่วงของการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๔๕  นั้น  อาณาจักรล้านนายังเป็นเมืองภายใต้การปกครองของพม่า  ซึ่งใช้นโยบายยึดถือจารีตท้องถิ่นเพื่อปกครองและทำนุบำรุง  จึงมิได้มีการทอดทิ้งหรือทำลายพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด  ทั้งยังมีการอุปถัมภ์วัดที่สำคัญในเวียงเชียงใหม่อยู่หลายวัดอีกด้วย

                    แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา  ก็ไม่มีการบันทึกหรือหลักฐานใดๆ ที่จะทำให้ทราบถึงประวัติเรื่องราวของวัดอีกว่า  หลังจากที่ได้สร้างวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว  มีการทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์อีกเมื่อใด  ตลอดจนรายนามเจ้าอาวาสเมื่อครั้งในอดีตก็ไม่ปรากฏ

                    เมื่อถึงยุค “ฟื้นม่าน”  หรือยุคก่อนการสิ้นสุดการครอบครองของพม่า  มีเหตุการณ์ไม่สงบทั้งเกิดการจลาจลทั่วทุกแห่ง  ซึ่งเป็นสาเหตุกลักที่ทำให้วัดได้กลายสภาพเป็นวัดร้างไปตามสภาพของบ้านเมือง

                  จากการที่ได้กลายเป็นวัดร้างเป็นระยะเวลาอันยาวนาน  สภาพของความเป็นวัดของวัดหลวงทุ่งเสี้ยวจึงเกือบไม่เหลือ  การฟื้นฟูก่อสร้างขึ้นมาใหม่ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๗๐  ตรงกับสมัยเจ้าหลวงพุทธวงศ์  เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๔ (พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๘๙) โดยศรัทธาชาวทุ่งเสี้ยวที่สืบเชื้อสายมาจากไทเขิน  ได้ร่วมกันสร้างวิหารหลังใหม่  อยู่ทางทิศตะวันตกของวิหารหลังเดิม  มีด้านหลังใกล้กับลำน้ำขาน

                    จากหลักฐานที่ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐  หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่จนกำแพงด้านหลังของวิหารทรุดและพังลง  พบว่ามีของมีค่าบรรจุอยู่ในพระประธานที่เสียหาย  โดยเฉพาะลานหูทองคำซึ่งมีคำจารึก  ถอดความได้ว่า  มีสามเณรเป็นเจ้าศรัทธาสร้างพระประธาน  เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๐ 

                    จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่  ที่ทันได้เห็นวิหารหลังที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๐ นั้น  ทราบว่ามีขนาดสูงใหญ่และรูปแบบก็ผิดกับวิหารปัจจุบันมาก  โดยวิหารหลังเก่าเป็นทรงจัตุรมุข  มีบันไดขึ้น ๓ ทาง  ทางขึ้นด้านหน้าเป็นบันไดใหญ่มีรูปพญานาค ๒ ข้างสวยงาม  และมีหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผา

                    ในสมัยเจ้าหลวงพุทธวงศ์  ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๘๙  ลักษณะของระบบการศึกษายังเป็นแบบโบราณประเพณี  โดยผ่านระบบของวัด  อันมีการสวดมนต์ไหว้พระ  เล่าเรียนเขียนอ่านด้วยอักษรธรรมล้านนา  ตามคำสอนของพระธรรมคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาเป็นหลัก  แม้ลักษณะของการศึกษาในยุคนี้จะไม่แตกต่างจากในยุคของพระเจ้ากาวิละมากนักก็ตาม  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่เห็นได้ชัดคือ  ปริมาณของวัดได้เพิ่มขึ้น  จำนวนของพระภิกษุสามเณรที่มากขึ้นส่งผลให้ชุมชนมีคุณภาพและมีความรู้มากขึ้นในปีพ.ศ. ๒๓๗๐  สมัยพระอธิการตา  หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า  หนานหลวงถั่วเน่า  เป็นเจ้าอาวาส  มีพระอธิการปัญโญ  เป็นรองเจ้าอาวาส  การฟื้นฟูวัดหลวงทุ่งเสี้ยวก็ได้บังเกิดขึ้น

                    พระอธิการปัญโญ  เป็นพระที่มีสีลาจริยาวัตรเคร่งครัด  เป็นที่ยอมรับนับถืออันเป็นเหตุให้ถูกนิมนต์ไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดหลายแห่ง  ถึงแม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงกิจกรรมของท่านที่เกี่ยวกับวัดศรีนวรัฐมากนัก  ชาวบ้านทุ่งเสี้ยวก็ยังเคารพนับถือมีความศรัทธาต่อท่านเสมือนเจ้าอาวาส  เนื่องจากว่าในสมัยนั้นการบูรณปฏิสังขรณ์  เริ่มด้วยวัดแสนคันธา  จำพรรษา ๑ พรรษา  แล้วกลับมาจำพรราที่วัดร้างสันเหมือง ๑ พรรษา  ต่อมาชาวบ้านดงก่ำนิมนต์ท่านไปบูรณะวัดร้างชื่อวัดสันขวาง  ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑  โดยให้ชื่อใหม่ว่า  วัดสว่างอารมณ์  และให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนั้น  ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า  ครูบาปัญโญ

                    ในสมัยพระอธิการบุญทา  ไชยลังกา  เป็นเจ้าอาวาส  หลังจากรัชกาลที่ ๕  เสด็จสวรรคตแล้ว  พระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ ๕  ก็เสด็จกลับมาประทับอยู่เชียงใหม่  เป็นการถาวรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗  ได้เสด็จโดยขบวนรถไฟมาถึงจังหวัดลำปาง  แล้วเสด็จประทับช้างขึ้นมาเชียงใหม่  เนื่องจากสมัยนั้นการสร้างอุโมงค์ขุนตาลยังไม่แล้วเสร็จ  ของส่วนใหญ่บรรทุกโดยทางเรือ  ได้ขนขึ้นที่ท่าวัดศรีนวรัฐแล้วบรรทุกใส่หลังช้างเข้าเมืองเชียงใหม่

                    ในช่วงที่ครูบาไชยลังกาเป็นศิษย์ครูบาปัญโญ  ได้ไปสร้างอารามวัดต้นกอก  ซึ่งขาดพระ  ศรัทธาบ้านต้นกอกจึงได้นิมนต์พระจากวัดทุ่งเสี้ยวไปจำพรรษาอยู่หลายรูป  สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป  ครูบาไชยลังกาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งเสี้ยวตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๕๘

                    หลังจากวิหารหลังแรกมีอายุได้ ๙๐ ปี  ก็ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา  จนในปี พ.ศ. ๒๔๖๑  ท่านเจ้าอาวาสในขณะนั้นคือ  พระอธิการบุญมา  พร้อมด้วยคณะศรัทธาของชาวบ้านทุ่งเสี้ยวในสมัยนั้น  ซึ่งมีเพียง ๕๐-๖๐ หลังคาเรือน  ไม่มีกำลังพอที่จะสร้างพระวิหารหลังใหม่ให้มีขนาดสูงใหญ่เท่าหลังเดิม  เสาสูงในพระวิหารหลังปัจจุบันจึงเป็นเพียงเสาของพระวิหารหลังเก่า  ซึ่งได้ตัดให้สั้นลง  คณะศรัทธาได้ว่าจ้างสล่าบ้านประตูป่า  จากจังหวัดลำพูน  ซึ่งมีพ่อหนานอ้ายเป็นสล่าเก๊า  มีลูกมือ ๑๒ คน  มีรายชื่อพอที่จะจำได้คือ  พ่อเลี้ยงก้อน  ปู่เจ๊ก  นายมอญ  นายเหล็ก  นายฟู  ปู่เต็ง  หนานก๋อง  หนานใจ๋  และลุงมวน  ค่าจ้างทั้งหมด ๘๐๐ แถบ (รูปี)  โดยอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นคือ  หนึ่งรูปีเท่ากับ ๗๘ สตางค์  จ่ายเงินเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ๕๐๐ รูปี  ส่วนที่เหลืออีก ๓๐๐ รูปี  จ่ายหลังจากมีปอยหลวงแล้ว

                    ขณะที่กำลังก่อสร้างวิหารหลังใหม่  ได้ก่อสร้างจนยกช่อฟ้าปานลมแล้ว  ความได้ทราบถึงเจ้าหลวงแก้วนวรัฐ  เจ้าหลวงเชียงใหม่ในขณะนั้น  ว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดที่เจ้านายต้นราชวงศ์เชียงใหม่ได้สร้างไว้  ไม่สามารถแก้ไขให้เหมือนเดิมได้แล้ว  เจ้าหลวงจึงได้มาช่วยเป็นทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง  โดยมีครูบาเถิ้ม (ครูบาโสภา)  แห่งวัดแสนฝาง  ได้มาช่วยเหลือในงานก่อสร้างและตกแต่งวิหารหลังใหม่จนเสร็จงาน  และเจ้าหลวงยังได้สร้างคุ้มไว้ที่บ้านทุ่งเสี้ยว  ซึ่งตั้งอยู่หน้าวัดในปัจจุบันนี้  คุ้มแห่งนี้เจ้าหลวงแก้วนวรัฐใช้เป็นที่พักผ่อนเมื่อถึงฤดูการเกี่ยวข้าว  ซึ่งท่านได้มีที่นาบริเวณแถบนี้หลายแห่ง  อีกทั้งยังอยู่ใกล้บ้านแม่เจ้าบัวเขียว  ซึ่งเป็นเจ้ามารดาของท่าน  และเป็นศรัทธาสำคัญของวัดนี้ด้วย

                    บรรดาช่างที่มาช่วยสร้างวิหารที่พอทราบชื่อมีดังนี้
                                        ช่างสลักหน้าบรรณ-พ่อท้าวบัณฑิต  บ้านป่าแดด  คนเดียวกับผู้สร้างธรรมาสน์
                                        ช่างสร้างแท่นแก้ว-ลุงแสน  นายคำ  ลุงขาด
                                        ช่างปูน-เจ๊กเหม็ง  เจ๊กหลังโกง
                                        ช่างทารักทาหวง-ปู่ท้าวอ้ายอยู่เวียง
                                        ช่างเขียน-ขุนวิจารย์  หนานเปลี่ยน  เทพามงคล  นายแก้ว  นายยืน
                    ในช่วงเวลานั้นมีลุงหนานหงส์เป็นอาจารย์วัด  พ่ออุ้ยน้อยผัดเป็นผู้ใหญ่บ้าน  พระภิกษุที่ร่วมการก่อสร้างมี  ตุ๊ติ๊บ  ตุ๊สิงห์  ตุ๊แก้ว  ตุ๊มา (ป่าเป้า)  ตุ๊ตา  ตุ๊ดวง (พ่อหนานดวง  แสนวันดี)  ตุ๊มูล  พร้อมทั้งสามเณร

                    ภายในวิหารเจ้าแก้วนวรัฐโปรดให้ช่างเขียนภาพประดับฝาผนังเรื่อง  พระสุธนมโนราห์  นอกจากนี้เจ้าแก้วนวรัฐยังได้ถวายธรรมมาสน์เป็นไม้แกะสลัก  ปิดทองประดับกระจก  แท่นสัตตภัณฑ์  หีบพระธรรมและได้หล่อระฆังประจำวัดด้วย


                    ในระหว่างการบูรณปฏิสังขรณ์ก่อสร้างวิหารและการตกแต่งสถานที่  บริเวณศาลาบาตรหลังเก่า  ก็ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปไม้สักเก่าแก่  (พระเจ้าอกล้ง)  หน้าตักกว้าง ๓๒  นิ้ว  สูง ๕๖  นิ้ว  ซึ่งคาดว่าถูกทอดทิ้งอยู่เป็นเวลานาน  มีฐานผุกร่อนวางไม่ได้ระดับ  จึงได้อาราธนาลงน้ำขานทำความสะอาด  และตัดฐานให้เสมอ  ซ่อมแซม  ลงรักปิดทองให้งดงาม  แล้วอัญเชิญขึ้นไปตั้งไว้บนแท่นแก้วในวิหารหลังใหม่  ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน  พร้อมกันนี้เจ้าแก้วนวรัฐก็ให้ตัดถนน  แยกจากถนนใหญ่สายเชียงใหม่-ฮอด  ตรงสู่หน้าวิหารหลังใหม่  ซึ่งตรงกับวัดเดิมทิ้งเสีย  เพื่อเตรียมงานปอยหลวง  และให้เรียกชื่อวัดใหม่ว่า  “วัดศรีนวรัฐ”  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                    ในปัจจุบันจึงไม่มีร่องรอยของวัดเดิมเหลืออยู่  จะมีก็แต่ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ริมถนนทางเข้าวัดปัจจุบันเท่านั้น

                    ในการฉลองวิหารหลังใหม่  เจ้าแก้วนวรัฐพร้อมทั้งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี  แม่เจ้าจามรี  หม่อมบัวเขียว  และพระราชวงศ์ได้เสด็จมาประทับที่คุ้มหน้าวัด  ส่วนขุนนางอำมาตย์  ราชบริพารได้พักตามบ้านราษฎร  เช่น  พญาอาจและครอบครัวได้มาพักที่บ้านแม่เล้ง  ใจจันทร์  ที่ตลาดเก่า

                    เจ้าแก้วนวรัฐได้อาราธนาอัญเชิญพระบรมธาตุจอมทอง  จากวัดพระธาตุศรีจอมทอง  มาพักไว้  ณ  วัดต้นแหนหลวง  เมื่อวันขึ้น ๑๒ ค่ำ  เดือน ๕ พ.ศ. ๒๔๖๔  ได้หนึ่งคืน  ปรากฏว่าพระบรมธาตุได้หายไป  เชื่อว่าพระบรมธาตุไม่อยากเสด็จมา  พระที่นำพระธาตุมาจึงให้อาจารย์ประจำองค์พระธาตุอาราธนานิมนต์ใหม่  ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น  พระบรมธาตุปรากฏในโกฏิดังเดิม

                    ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ  เดือน ๕  เจ้าแก้วนวรัฐได้ทรงจัดขบวนช้างศึกไปอัญเชิญพระบรมธาตุจากวัดต้นแหนหลวง  มายังวิหารใหม่วัดศรีนวรัฐ  โดยมีเจ้าน้อยพรหม  เป็นผู้จัดขบวนแห่  ช้างนำขบวนคือ  ช้างปู่ชัยบาล  เป็นช้างที่ฉลาดและเชื่องมาก  มีนายสุขเป็นควาญช้างและยังมีช้างร่วมขบวนอีก ๔ เชือก  ประกอบด้วยทหารแต่งชุดนักรบโบราณสีแดงงดงาม  มีประชาชนคอยต้อนรับ ๒ ฝั่งทาง  จนถึงวัดศรีนวรัฐในเวลากลางคืน  มีการละเล่นต่างๆ  และการแสดงของช้างปู่ชัยบาดาล  เช่น  การรำเทียน

                    ในวันรุ่งขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๕  อันเป็นวันเริ่มงานฉลองวิหารใหม่  ในขณะเดียวกันก็เป็นวันออกพรราของพระบรมธาตุด้วย  ตามประเพณีของภาคเหนือถือว่า  พระบรมธาตุจะเข้าพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๙  และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๕  ท่านผู้สรงน้ำพระธาตุองค์แรกคือ  พระราชชายาเจ้าดารารัศมี  องค์ต่อมาคือเจ้าแก้วนวรัฐ  หลังจากพิธีสรงน้ำพระธาตุเสร็จแล้ว  ในวันรุ่งขึ้นก็ได้อัญเชิญพระบรมธาตุเสด็จกลับสู่ยังวัดพระธาตุศรีจอมทองตามเดิม  เจ้าแก้วนวรัฐได้บริจาคปัจจัยเป็นพระพุทธบูชาเป็นเงิน ๕๐๐ รูปี  โดยนำเงินมาตกแต่งให้เป็นรูปร่างทรงพุ่มแหลม  คล้ายพานพุ่มในปัจจุบัน

                    ในระหว่างการสมโภชเจ้าแก้วนวรัฐ  พร้อมด้วยพระราชวงศ์  ได้ประทับอยู่ที่คุ้มสร้างใหม่ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด  ในบริเวณคุ้มสมัยนั้นยังมีต้นมะม่วงป่าอันเป็นต้นไม้สูงที่สุด  เจ้าแก้วนวรัฐได้โปรดให้คนจุดตะเกียงเจ้าพายุหลายดวง  นำขึ้นไปแขวนไว้บนยอดต้นมะม่วงตลอดงาน ๑๕ คืน  ส่วนถนนทางเข้าวัด  ทั้ง ๒ ฟากถนน  มีการจุดประทีปโคมไฟเป็นระยะ  มีร้านค้า  ร้านขายอาหารมากมาย  ภายในวัดประดับประดาไปด้วย  ธงช่อน้อย  ธงชัย  ช่อช้าง  มีดนตรีสะล้อ  ซอ  ซึง  กลองตึ่งโนง  กลองตะหลดปด  ตลอดวันตลอดคืน  แห่งกลองมองเซิง  ฟ้อนเงี้ยว  ฟ้อนดาบ  ผู้ชายฟ้อนตบตะผาบถวายเป็นพุทธบูชา  ตีลูกกุย (มวย)  นักมวยที่ขึ้นชกได้รางวัลคนละ ๑๕ แถบ  มีการฟ้อนเล็บของชาวทุ่งเสี้ยว  โดยเจ้าแก้วนวรัฐได้โปรดให้ชาวทุ่งเสี้ยวไปฝึกหัดการฟ้อนรำ  ณ  คุ้มหลวงในเวียง  เพื่อต้อนรับพระหัววัดต่างๆ  ที่มาร่วมงานปอย  ฉลองวิหารใหม่  ส่วนกลองฟ้อนเล็บนั้น  ท่านครูบาเทิ้มวัดแสนฝางจัดหามาให้  ได้ทำบังวัน (บังแดด)  ขึ้นที่บริเวณวัดเดิมเพื่อใช้เป็นโรงฟ้อน

                    ในด้านพิธีกรรมทางศาสนา  มีการสวดเบิกและพระธรรมเทศนาทุกวัน  ได้นิมนต์พระหัววัดทั้ง ๓ อำเภอ  คือ  อำเภอจอมทอง  อำเภอสันป่าตอง  อำเภอหางดง  มาร่วมพิธีด้วย  งานปอยครั้งนี้มีเจ้าน้อยสมบูรณ์  เป็นราชเลขา  เจ้าน้อยพรหมเป็นนายกองช้าง  หนานปันเป็นเสมียน  ขบวนช้างที่มาร่วมงานทั้งหมดมี ๑๑ เชือก  มีช้างสำคัญ ๒ เชือก  คือ  ช้างปู่ชัยเลิศ  เป็นช้างทรงของเจ้าแก้วนวรัฐ  และช้างปู่ชัยบาล  ซึ่งเป็นช้างแสนรู้  มีความสามารถในการแสดงหลายอย่าง
   
เจ้าอาวาส
                    เจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐที่บริหารวัดสืบต่อกันมา  เท่าที่ทราบมาจนถึงปัจจุบัน  มีรายนามดังต่อไปนี้
                                        พระนำติ๊บ
                                        พระอินตา
                                        พระเสาร์
                                        พระอธิการธมฺม  ปัญโญ
                                        พระครูบา  ชัยลังกา        พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๕๘
                                        พระบุญมา                     พ.ศ. ๒๔๕๘-๒๔๖๒
                                        พระดวงติ๊บ                    พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๖๙
                                        พระสิงห์แก้ว                  พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๘๒
                                        พระบุญชู  สุภัทโธ          พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๔๘๖
                                        พระอิ่นคำ  อินทปัญโญ   พ.ศ. ๒๔๘๖-๒๔๙๘
                                        พระชื่น  ชุตินธโร            พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๒๖
                                        พระสมยศ  จิตฺตคฺตโต    พ.ศ. ๒๕๒๖-๒๕๓๐ (รักษาการ)
                                        พระสง่า  กาญจนธโร      พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๕ (รักษาการร่วม)
                                        พระสมยศ  ญาณสํวโร    พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๗ (รักษาการร่วม)
                                        พระสง่า  กาญจนธโร      พ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๓๙
                                        พระสุเทพ  ฐานวโร         พ.ศ. ๒๕๓๙- ปัจจุบัน

                    จากหลังฐานเท่าที่ปรากฏ  ทราบว่าพระดวงติ๊บเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๖๙  รวม ๗ พรรษา  นับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๗  ของวัดศรีนวรัฐ
                    ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙  พระสิงห์แก้วเป็นเจ้าอาวาส  ได้ไปช่วยบูรณะวิหารวัดพระเจ้าทองทิพย์  เนื่องจากครูบาทิพย์เป็นพระรูปเดียวของวัดพระเจ้าทองทิพย์   และมีความสนิทสนมกับพระเณรของวัดศรีนวรัฐ  จึงได้ไปช่วยกันบูรณะวิหารวัดพระเจ้าทองทิพย์จนเสร็จ  สมัยนั้นมีเณรคำตุ่นแก้ว  เณรแกะ  ใบระกา  เณรคำหัน  หล่ายขาน  เณรบุรี  อะปินะ  เณรบุญทา  หล่ายขาน  เณรเสาร์  ปินตานา  เณรศรีมูล  บ้านร้อง  เณรปั่น  จันทร์เนตร  เณรบุญทา  ปวงสนุก  เณรติ๊บ  ขยันดี  เณรมูล  อะปินะ  เณรสุข  แสะต๊ะ
                    เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐  น้ำแม่ขานเกิดท่วมใหญ่  ผนังวิหารด้านหลังและองค์พระประธานของวิหารเดิมได้พังทลายลง  จึงทำให้พบหลักฐานบอกอายุองค์พระประธานเดิม  จากหัวใจพระซึ่งบรรจุแก้วแหวนเงินทองและลานหูทองคำ  ซึ่งเป็นแผ่นทองคำทำเป็นม้วนกลม  กว้าง ๑ นิ้ว  ยาวประมาณ ๕ นิ้ว  สำหรับสอดใส่รูหูคนโบราณ  จารึกวันเดือนปี  ซึ่งครบ ๑๐๐ ปีพอดี  ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๔ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๔๗๐

                    ที่องค์พระประธานเดิมนั้น  มีอักขระล้านนาจารึกไว้ว่า  “โอม  เห  เห  ติดถุ  พันธะธาเรยยะ  นิรุทธาเรยยะ  เตวตัสสะ  มณีสวาหูม”

                    บันทึกจากคำบอกเล่าของ  คุณครูคงฤทธิ  คำสุรินทร์  พระสิงห์แก้วได้ไปหาท่านครูบาวัดแสนฝาง  ให้ช่วยแต่งค่าว  เรื่องน้ำท่วมวัดศรีนวรัฐ  เท่าที่พ่อหนานดวง  แสนวันดี  จำได้มีความว่า

                                        แม่ขานน้ำลัด  อื่นมองขอนไกล  ทั่วไปท่วมบ้าน
                                        แฮ่หินดินทราย  เปลือกปัด  ในเดือนเกี๋ยงเหนือ
                                        ในแรง ๔  ค่ำตั๋ด  เข้าวัดทุ่งเสี้ยวอาราม
                                        ครูบาอินตา  จิตตาตั้งได้  จึงขานคำไปปักป้อง
                                        บอกให้ตุ๊หนาน  พระน้อง  ตีต่อยฆ้องบอกให้ศรัทธา
                                        ศรัทธาทั้งหลาย  ได้ยินเสียงฆ้อง  พากันร่นหชมาหา
                                        ว่าบุญแท้  บุญตั๊ดบ่  พอเสียหาย  ตุ๊เจ้าพระนายบ่เจ็บปวดไหม้
                    พระสิงห์แก้วได้เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐ  ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๘๒  รวมได้ ๑๓ พรรษา  นับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๘ ของวัดศรีนวรัฐ

                    เจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒  คือ  พระอธิการบุญชู  สุภัคโธ  ชาวท้องฝาย  ในระยะนั้นมีพ่อหนานมูล  อะปินะ  หนานนก๋อง  พรหมทา  หนานทา  หมูคำล่า  บวชเป็นภิกษุ  และได้เริ่มเปิดธรรมสนามหลวงขึ้นที่วัดศรีนวรัฐเป็นครั้งแรก  โดยมีท่านพระครูเมือง  จันทร์โกศล  เป็นประธาน

                    พระอธิการบุญ  สุภัคโธ  เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๔๘๖  นับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๙  ของวัดศรีนวรัฐ

                    พระอิ่นคำ  อินปัญโญ  ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระอธิการบุญชู  คือระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๔๘๖-๒๔๙๘  ท่านได้สร้างอุโบสถ  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓  นับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๑๐ ของวัดศรีนวรัฐ
                        สมัยพระอธิการชื่น  ชุตินธโร  ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๒๖  ได้มีเหตุการณ์ไม่สงบ  เกิดการแตกสามัคคีของคณะศรัทธาเป็นเรื่องที่ขัดใจกัน  เกี่ยวกับการบริหารของวัด  ถึงวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖  พระอธิการชื่น  เจ้าอาวาส  ก็ได้พาพระเณรและเด็กวัดไปพัก  เพื่อเจริญสติที่วัดสว่างอารมณ์  ตำบลทุ่งสะโตก  เป็นเวลา ๑๕ วัน  และในวันที่ ๒๕ เมษายน  พ.ศ. ๒๕๐๖  คณะศรัทธาวัดศรีนวรัฐ  มีนายประดิษฐ์  คำปวน  ผู้ใหญ่บ้านทุ่งเสี้ยว  ได้ขอเชิญนายจุมพล  โภคะกุล  นายอำเภอสันป่าตอง  มาเป็นประธานพิเศษของคณะศรัทธา  ไปขอนิมนต์พระอธิการชื่น  ชุตินธโร  กลับมาอยู่วัดศรีนวรัฐตามเดิม  พระอธิการชื่น  เห็นเป็นการสมควร  จึงรับนิมนต์แล้วจึงบอกพระเณรเด็กวัดลูกศิษย์ทั้งหลายกลับวัดพร้อมกัน


                    พระอธิการชื่น  ท่านได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุเป็นจำนวนมากให้กับวัดศรีนวรัฐ  เช่น
                                        -    สร้างกุฏิถาวร ๑ หลัง  เป็นตึก ๒ ชั้น
                                        -    โรงครัว ๑ หลัง
                                        -    สร้างศาลาบาตร ๒ หลัง  ที่ด้านเหนือและด้านใต้  ครูทองดีเป็นเจ้าศรัทธา
                                        -    ห้องอาบน้ำ ๑ ห้อง  นางบัวจิ๋น  เป็นเจ้าศรัทธา
                                        -    เว็จกุฏิ (ห้องขับถ่าย)  ๑ หลัง  มี ๒ ห้อง  นายเสน่ห์และนางสุกันธาเป็นเจ้าศรัทธา
                                        -    สร้างสะพานข้ามเหมืองหน้าวัด ๑ แห่ง  นายนิพันธ์  เทพามงคล  เป็นเจ้าศรัทธา

                    รวมถึงได้มีการเปิดสอบธรรมสนามหลวงที่วัดนี้อีก  เป็นครั้งที่ ๓  โดยคณะสงฆ์
รวม ๕ ตำบล  มีท่านพระครูปิยธรรมภาณี  เป็นประธาน  ได้จัดการสร้างโต๊ะม้านั่ง  เพื่อใช้ในการสอบธรรมสำหรับพระเณรจากวัดต่างๆ ๑๐๐ ชุด

                    มีการซ่อมแซมพระเจ้าอกล้ง  ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖  และได้ขนานพระนามใหม่ว่า  พระพุทธรูปเจ้าอกล้ง  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖  ได้รื้อหอธรรม  แล้วสร้างศาลาการเปรียญ  ขนาดยาว ๕๔ เมตร  กว้าง ๒๔ เมตร  ๑ หลัง

                    ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘  ได้จัดสร้างเหรียญรูปพระเจ้าสักคงตันรุ่นแรกออกให้ศรัทธาเก็บไว้  เพื่อเป็นที่สักการบูชาในงานประเพณีสรงน้ำพระพุทธรูปพระเจ้าสักคงตัน

                    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๖  พระอธิการชื่น  ชุตินธโร  ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์จนมรณภาพ  นับเป็นรูปที่ ๑๑ ของวัดศรีนวรัฐ
                    พระสมยศ  จิตตคฺตโต  ได้เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๑๒ ของวัดศรีนวรัฐ  ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๖-๒๕๓๐  ในช่วงเวลาที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสมีสามเณรพิเชษฐ์  คำสุรินทร์  ในปี พงศ. ๒๕๒๖  มีพระสง่า  กาญจนธโร  ได้มาจำพรรษาอยู่ด้วย  ได้ช่วยกันบูรณะกลองเก่าที่ชำรุดถูกทอดทิ้งทั้งหมด  เช่น  กลองหลวง  กลองเอวยาว  เป็นต้น  ขณะเดียวกันก็ได้สร้างขึ้นใหม่  เช่น  กลองสะบัดชัย  ทำให้วัดศรีนวรัฐ  มีกลองแบบโบราณครบบริบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง  ได้มีการซ่อมแซมแท่นแก้วพระประธานในโบสถ์  โดยมีนายดี  คำหล้า  ช่วยซ่อมให้งดงามเช่นเดิม  พระสมยศ  ได้ลาสิกขาเมื่อ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๐
                    หลังจากพระสมยสได้ลาสิกขาแล้ว  พระสง่ส  กาญจนธโร  ได้รักษาการเจ้าอาวาส  ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐  จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๓  ในช่วงเวลานั้นได้บูรณะซ่อมแซมทาสีพระวิหาร  โดยมีแม่แสง  ใจจันทร์  เป็นเจ้าศรัทธา  ในขณะเดียวกันพระสมยศ  ก็ได้รักษาการณ์เจ้าอาวาสพร้อมกับพระสง่า  ที่ได้กลับมารักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐอีกครั้งหนึ่ง  และได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ วันที่  ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

                    ในสมัยพระสง่า  กาญจนธโร  ได้มีการสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น  โดยมีการวางรากฐานในปี พงศ. ๒๕๓๓  และได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนแล้วเสร็จ  และมีการฉลองโดยมีปอยหลวงเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๓๕

                    เมื่อต้นปี พงศ. ๒๕๓๘  คณะศรัทธาได้ประชุมกันมีความเห็นว่า  นับตั้งแต่ทำเหรียญพระพุทธรูปเจ้าอกล้งก็ได้ผ่านมานานแล้ว  ส่วนใหญ่สูญหาย  จึงอยากใคร่ได้ไว้เคารพบูชา  ตกลงกันว่าจะสร้างขึ้นใหม่เป็นรุ่นที่ ๒  โดยได้ตกลงว่าจ้างช่างในเวียงหล่อเหรียญเงินและเหรียญทองแดง  จำนวน ๑,๐๐๐ เหรียญ  กำหนดพิธีปลุกเสก  ในวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
                    พระสง่า  ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดร้องทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙  แล้วได้ลาสิกขาในปีนั้น  นับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๑๓  ของวัดศรีนวรัฐ
เจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐรูปปัจจุบันคือ  ท่านพระครูวินัยธรสุเทพ  ฐานวโร  ซึ่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙  และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. ๒๕๔๓

                    ท่านพระครูวินัยธรสุเทพ  เดิมชื่อ  สุเทพ  นามสกุล  จันทร์ดี  เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗  บิดาชื่อนายบุญส่ง  มารดาชื่อนางศรี  จันทร์ดี  บรรพชาเมื่อ  วันที่ ๒๔  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๓๑  และอุปสมบทเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๘  ณ  วัดศรีนวรัฐ  โดยมีพระอุปัชฌาย์  คือ  ท่านพระครูบาบุญญานนท์  วัดต้นกอก  ตำบลบ้านกลาง  อำเภอสันป่าตอง  จังหวัดเชียงใหม่
                    ท่านพระครูวินัยธรสุเทพสอบได้นักธรรมเอกได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕  เมื่อครั้งยังเป็นสามเณรของสำนักเรียนวัดศรีนวรัฐ  และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูฐานานุกรมที่พระครูวินัยธร  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘  นอกจากนี้ท่านยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี  ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐  จากคณะพุทธศาสตร์  สาขาพระพุทธศษสนา  รุ่นที่ ๕๓  มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาลัยสงฆ์ลำพูนอีกด้วย  ท่านมีคติธรรมประจำใจว่า “ดินไม่คุยว่าหนา  ฟ้าไม่คุยว่าสูง”
                    ในช่วงเวลาที่ท่านพระครูวินัยธรสุเทพเป็นเจ้าอาวาส  ได้มีการก่อสร้างถาวรวัตถุหลายอย่าง  ที่สำคัญได้แก่  พระอุโบสถหลังใหม่  และศาลาบาตร  โดยเจ้าศรัทธา  นายฮัว  และนางเฮง  แซ่โค้ว  ร่วมกับชาวบ้านทุ่งเสี้ยว  วิหารพระเจ้าสักคงตัน  โดยเจ้าศรัทธาคุณทินกร  อัศวรักษ์  และเจ้ากอแก้ว  ประกายกาวิล  ณ เชียงใหม่  และศาลาห้องเก็บของ  โดยเจ้าศรัทธาเทศบาลตำบลบ้านกลาง

                    สำหรับโครงการก่อสร้างถาวรวัตถุในอนาคตและได้มีการสร้างวางรากฐานไว้แล้ว  ได้แก่  หอไตร  และห้องสมุดกลางน้ำ  โดยมีเจ้าศณัทธาคือ  คุณวรางคณา (สิงหรา ณ อยุธยา)  วจนโนภาส

                    สิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ในวัดและในเขตธรณีสงฆ์
                                        ศาลาพ่อเจ้า  อยู่ด้านหน้าวิหาร
                                        หออุปคุต
                                        หอระฆัง
                                        ศาลาเอนกประสงค์ (คอกช้าง)
                                        ศ.ส.ม.ช. บ้านทุ่งเสี้ยว









 วัดศรีนวรัฐ (ทุ่งเสี้ยว)
ตำบลบ้านกลาง  อำเภอสันป่าตอง  จังหวัดเชียงใหม่
โทร. ๐๕๓-๘๒๙๒๗๗
 
โบราณสถาน :







                    วัดศรีนวรัฐ  เป็นวัดที่เจ้านายเชียงใหม่มีความผูกพันมายาวนาน  ได้มาทอดกฐิน ทอกผ้าป่าประจำปีเป็นประจำ  เจ้าราชวงศ์อินทนนท์ได้คุมคนบุกเบิกที่ผืนนา  ขุดเหมืองฝ้ายบริเวณเขตลุ่มน้ำขาน  อำเภอสันป่าตอง  ซึ่งเมื่อก่อนมีชื่อว่าอำเภอบ้านแม่  อันประกอบด้วยพื้นที่นาหลายแห่ง  เช่น  ทุ่งดง  ทุ่งเหล็ก  ทุ่งหัวริน  ทุ่งป่าเป้าพันตน  ทุ่งป่าจี้  และด้วยเหตุนี้เจ้าราชวงศ์อินทนนท์จึงได้มาพบหญิงสวยงามแห่งบ้านดงก่ำ  ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งน้ำขานด้านตะวันตกใกล้กับวัดศรีนวรัฐ  สาวเจ้ามีนามว่า  บัวเขียว  เป็นลูกสาวของพ่อน้อยดี  แม่กาบแก้ว  ครอบครัวชาวไทเขิน  ซึ่งเป็นคหบดีตำแหน่งเป็นพ่อหลวงของชุมชน  นามว่าท้าวด้วง  ส่วนลูกสาวคนสุดท้องเป็นสาวงามแห่งทุ่งเสี้ยว  อันเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ ทั้งหลาย

                   
เมื่อมีกิจการงานบุญของชุมชน  สาวงามนามบัวเขียว  ก็จำต้องช่วยบิดา  มารดาและพี่ชาย  ออกมารับแขกบ้านแขกเมืองและสามัญชน  บางครั้งบางคราวนางก็ต้องเป็นช่างฟ้อน  ฟ้อนไปด้วยกันกับชาวบ้านอื่นๆ เป็นที่ชื่นชมหลงใหลของผู้ที่ได้พบเห็น....

                   
และด้วยบังเอิญ  เจ้าอินทนนท์ได้ผ่านมาพบเข้า  จึงตกหลุมเสน่หาเกินกว่าจะถ่ายถอน  แม้มีชายาและหม่อมแล้วถึงห้าคน  มีลูกแล้วถึงเจ็ดคน  หลังจากที่ไปมาหาสู่กันแล้วพักหนึ่ง  เจ้าอินทนนท์ก็เอ่ยปากสู่ขอบุตรีงามนามบัวเขียว  จากพ่อน้อยดี  แม่กาบแก้ว  เนื่องด้วยความเป็นเจ้าเป็นนายมาสู่ขอ  พ่อน้อยดี  แม่กาบแก้ว  ก็มิอาจจะจัดได้ที่จะให้บุตรสาวไปอยู่ในคุ้มที่เวียงเชียงใหม่  จากนั้นไม่นานหม่อมบัวเขียวก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคน  นามว่า  เจ้าอินทแก้ว  และเจ้าจอมจันทร์

                    เจ้าอินทแก้ว (นามเดิมของเจ้าแก้วนวรัฐ)  ได้เริ่มเข้ารับราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ ขณะที่ท่านมีอายุเพียง ๑๕ ปี  ซึ่งในขณะนั้นพระบิดาของท่านคือ  เจ้าอินทวิชยานนท์ (เจ้าอินทนนท์)  เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗  จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๔  เจ้าอินทแก้ว  ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณในการดำรงตำแหน่งเลื่อนขึ้นมาตามลำดับ  มีความดีความชอบเป็นพิเศษ  รัชกาลที่ ๖  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้  เจ้าอินแก้วหรือเจ้าแก้วนวรัฐเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่  องค์ที่ ๙  ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย  และในปี พ.ศ. ๒๔๖๒  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ดำรงยศเป็นนายพลตรี  ราชองค์รักษ์พิเศษ  นายทหารพิเศษ  ประจำกองทัพบกแห่งราชอาณาจักรไทย

                    เมื่อครั้งเจ้าแก้วนวรัฐ  ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่  องค์ที่ ๙  อันเป็นองค์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดระบบเจ้าผู้ครองนคร  หม่อมบัวเขียวมารดาของท่านได้รับการยกย่อง  โดยเรียกขานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่า  แม่เจ้าบัวเขียว  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                    ด้วยมีภารกิจและความผูกพันกับบ้านทุ่งเสี้ยวที่เป็นบ้านเกิดของมารดา  เจ้าแก้วนวรัฐจะเดินทางออกตรวจเยี่ยมราษฎรและดูแลการเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาของท่าน  จึงได้สร้างคุ้มหรือบ้านพักแรมที่บ้านทุ่งเสี้ยว  แต่เดิมนั้นตั้งอยู่ใกล้บริเวณโรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งเสี้ยว  ที่ตั้งถังสำรองน้ำของการประปาเขตเทศบาลบ้านกลาง  เมื่อครั้งที่ท่านได้มาช่วยสร้างพระวิหารของวัดศรีนวรัฐในปี พ.ศ. ๒๔๖๔  ได้สร้างคุ้มใหม่อยู่หน้าบริเวณวัดเป็นการชั่วคราว

                    ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐  เจ้าแก้วนวรัฐก็ได้สร้างคุ้มใหม่  เป็นเรือนไม้แบบพื้นเมือง  ยกใต้ถุนสูง  มีระเบียงโดยรอบ  ด้านหน้าเป็นชานกว้าง  ภายในมีโถงกลางและห้องนอน  ด้านหลังมีชานเชื่อมกับเรือนครัว  มีที่ดินโดยรอบประมาณ ๕ ไร่  มียุ้งข้าวขนาดใหญ่  และโรงเรือนพักของผู้ติดตาม  ทางด้านทิศตะวันออกมีต้นลำดวนและต้นมะปรางขนาดใหญ่  ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงปลูกไว้

                    ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖  เจ้าแก้วนวรัฐก็ได้เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน  โดยมอบที่ดินของคุ้มเดิมจำนวนเนื้อที่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา  เป็นการเริ่มต้นสร้างอาคารชั่วคราวและเปิดสอนชั้น ป.๑-๓  เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๖  ต่อมาได้จับจองที่ดินสงวนของอำเภอ  เพิ่มเติมเป็น ๒๗ ไร่เศษ  เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอย่างถาวร  ปัจจุบันเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๓) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๔

                    หลังจากที่เจ้าแก้วนวรัฐ ได้ก่อตั้งโรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยวในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ แล้ว  อีก ๑๐ ปีต่อมาคือในปี พ.ศ. ๒๔๗๖  ทางโรงเรียนก็ได้เริ่มเปิดให้มีการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๔  และเปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕  ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕  จนในปี พ.ศ. ๒๕๓๖  จึงได้เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามโครงการ  ขยายโอกาสทางการศึกษา  มีนักเรียนจากโรงเรียนป่าสัก  โรงเรียนพระเจ้าทองทิพย์  โรงเรียนวัดป่าอ้อย  และโรงเรียนปราสาท  มาร่วมเรียนด้วย  จึงกล่าวได้ว่า  โรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยว  เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของเยาวชนทุ่งเสี้ยวและพื้นที่ใกล้เคียง  เปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่มีความพร้อม  ทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ในการเรียน

                    ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕  โรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยว  ได้รับการอนุเคราะห์จาก ดร.ขุนทอง  อินทรไทย  และคุณหญิงนพรัตน์  สนิทวงศ์  ณ  อยุธยา  ในการสร้างอาคารเอนกประสงค์  ซึ่งปัจจุบันเป็นห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน  ตามโครงการพัฒนาการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  และในปี พ.ศ. ๒๕๕๐  โรงเรียนก็ได้สร้างศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวและห้องสมุดประชาชนตามโครงการพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ  เยาวชนของบ้านทุ่งเสี้ยวจึงมีโอกาสดีในการได้รับการศึกษา  พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญของบ้านทุ่งเสี้ยวไปต่อไปในอนาคต

                    ในปีการศึกษา ๒๕๕๑  โรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยว  มีนักเรียนชายหญิงรวมทั้งสิ้น ๔๒๐ คน  มีนายเสนอ  กองสิงห์  เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน  โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗

เครื่องสักการะ
                    พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ  เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง  นอกเหนือจากการที่ท่านจะมีส่วนในการบำเพ็ญกุศลในเทศกาลและวาระต่างๆ เป็นปกติแล้ว  ยังปรากฏให้เห็นถึงรูปธรรมของความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจากผลงานในการทำนุบำรุงบ้านเมือง  นามของท่านได้รับการจารึกเพื่อเป็นเกียรติสืบมาก็คือ  สะพานนวรัฐ  สโมสรนวรัฐ  ถนนแก้วนวรัฐ  วัดศรีนวรัฐ  และโรงเรียน  ชุมชนบ้านทุ่งเสี้ยว (นวรัฐ)

ถาวรวัตถุที่เจ้าแก้วนวรัฐถวายไว้ ณ วัดศรีนวรัฐ ได้แก่
                    ๑. ธรรมมาสน์ ฝีมือการแกะสลักประณีตสวยงาม ปิดทองแต่งด้วยกระจกสี โดยมีท้าวบัณฑิต บ้านป่าแดด เป็นสล่า แต่เดิมมียอดฉัตร ๗ ชั้น แต่เนื่องจากวิหารเตี้ยจึงได้แก้ไขลดจากเดิม ๒ ชั้นคงเหลือ ๕ ชั้น ดังที่เห็นในปัจจุบัน




                    ๒. สัตตภัณฑ์  ทำด้วยไม้สัก  แกะสลักปิดทองประดับด้วยกระจกสี  กึ่งกลางด้านบนสุดเป็นรูปเทวดาถือพระขรรค์สองข้างนั่งประทับบนฐาน  มีพญานาคเกี้ยวกัน ๘ เศียรรองรับ  บริเวณฐานมีคำจารึกอักษรล้านนา  โดยพ่อหนานคำมูล  อปินะ  อ่านได้ดังนี้ “นิปานัง  ปะระมัง  สุขัง”
                    สัตตภัณฑ์หลังนี้พ่อเจ้าแก้วนวรัฐและแม่เจ้าจามจรี  สร้างถวายเมื่อ จ.ศ. ๑๒๗๓ (พ.ศ. ๒๔๖๔)
                    คณะศรัทธาบ้านทุ่งเสี้ยวได้ซ่อมแซมครั้งที่หนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ เดือนยี่เป็ง  โดยพ่อหนานอ้าย  คำหัน  อาจารย์เป็นสล่า



                    ๓. หีบพระธรรม  หีบพระธรรมลงรักปิดทองมีลักษณะเป็นหีบทรงสูง  คือ มีส่วนบนกว้าง  ส่วนล่างสอบลง  ตั้งบนฐานปัทม์สี่เหลี่ยม  ลำตัวของหีบเขียนภาพลวดลายพันธุ์พฤกษา  ประดับกระจกสีศิลปะล้านนา  รวม ๔ ใบ


                    ๔. ระฆัง  สร้างโดยครูบาเทิ้ม (ครูบาโสภา)  วัดแสนฝาง  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  เป็นระฆังทองสัมฤทธิ์  ขนาดสูง ๗๐ ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๗.๕ ซม. และหนา ๔.๗ ซม. มีคำจารึกด้วยอักษรธรรมล้านนารอบระฆัง ๘ บรรทัด


                    ๕. ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร  จิตรกรรมฝาผนังเป็นเครื่องสักการะที่คนโบราณใช้เป็นนิทรรศการถาวร  ให้ประชาชนได้เรียนรู้พุทธจริยาของพระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญคุณความดีทั้งหลาย  เป็นเรื่องที่ปรากฏในพระสุตตันปิฎก  และคัมภีร์นอกนิบาตทั้งหลาย  เช่น  เรื่องเวสสันดรชาดก
                    ฝาผนังภายในวิหารวัดศรีนวัฐนั้น  เจ้าแก้วนวรัฐได้โปรดให้ช่างเขียนภาพเรื่องพระสุธน  นางมโนราห์  โดยช่างเขียนภาคกลาง  ชื่อขุนวิจารย์กับหนานเปลี่ยน  เทพามงคล  ชาวลำปาง  ภาพเขียนทั้งหมด ๒๒ ภาพ  แต่ปัจจุบันขาดภาพที่ ๑๑-๑๒  เนื่องจากปี พ.ศ. ๒๔๗๐  น้ำแม่ขานเกิดท่วมใหญ่จนไหลเข้าวัด  ทำให้ด้านหลังวิหารและองค์พระประธานพังลง  ภาพทั้งสองดังกล่าวจึงขาดหายไป  ยังไม่มีการเขียนทดแทน
                    ภาพที่ ๑  เรื่องท้าวสุธน  นับตั้งแต่ปุณฑริกพรานป่าเที่ยวยิงเนื้อ
                    ภาพที่ ๒  ปุณฑริกพราน  ยิงได้เก้งตัวหนึ่งแล้วสะพายเดินป่าต่อไป
                    ภาพที่ ๓  พอถึงป่าตำบลหนึ่งพบสระดอกบัว  แล้วนายพรานแอบอยู่โคนต้นไม้  เห็นนางมโนราห์พี่น้อง ๗ คน  เล่นน้ำในสระนั้น  นายพรานคิดอยากได้ไปถวายพระสุธน
                    ภาพที่ ๔  ปุณฑริกพราน  มาถามพระกัสษปฤษีว่า  ไฉนจึงจะได้นางมโนราห์  พระฤษีบอกพรานให้หานาคบาศมาทำบ่วง
                    ภาพที่ ๕  ปุณฑริกพรานนึกถึงพญานาคชื่อ  ธัมภูทวิตร์  อันตนได้เคยทำคุณไว้  พรานปุณฑริกไปเมืองบาดาลขอนาคบาศมาทำบ่วง
                    ภาพที่ ๖ ปุณฑริกพรานได้นาคบาศแล้ว  ดักนางมโนราห์ที่สระน้ำได้แล้ว  นำไปถวายพระสุธน  ส่วนนางทั้ง ๖  อันเป็นพี่นางมโนราห์ก็บินหนีไป
                    ภาพที่ ๗  ปุณฑริกพรานพานางมโนราห์ไปถวายพระสุธน  พระสุธนให้เสนาออกมาถามไถ่
                    ภาพที่ ๘  พระสุธนเสด็จเห็นนางมโนราห์แต่ไกล  จึงโปรดให้เข้าเฝ้าที่ราชรถ
                    ภาพที่ ๙  ปุณฑริกพรานพานางมโนราห์ถวายพระสุธนแล้ว  พระสุธนพานางมโนราห์เสด็จกลับพระนคร
                    ภาพที่ ๑๐ พระสุธนเสด็จกลับบ้านเมืองแล้ว  พระเจ้าอาทิตย์วงศ์  พระราชบิดา  และพระนางจันทร์เทวีพระราชมารดา  ได้ยกราชสมบัติให้พระสุธนกับนางมโนราห์เป็นกษัตริย์สืบไป
                    ภาพที่ ๑๑-๑๒ เสียหายไปพร้อมกับผนังด้านหลังของวิหาร  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐
                    ภาพที่ ๑๓  พระสุธนรบศึกกลับมาแล้วได้ความว่า  นางมโนราห์หนีไป  จึงกราบทูลล่าพระราชบิดา  มารดาไปตามหานางมโนราห์แล้วให้ปุณฑริกพรานป่าตามส่งเสด็จ
                    ภาพที่ ๑๔  ปุณฑริกพรานนำส่งเสด็จพระสุธนไปจนถึงอาศรมพระกัสษปฤษี  แล้วพรานป่าชี้อาศรมฤษีให้  ส่วนปุณฑริกพรานป่าก็ลากลับบ้านเรือนของตน
                    ภาพที่ ๑๕  พระสุธนมาถึงพระฤษี  พระฤษีก็เอาของที่นางมโนราห์ฝากไว้  คือ  ผ้ากำพล  แหวน  ยา  และคาถาเหล่านี้ให้แก่พระสุธน 
                    ภาพที่ ๑๖  พระสุธนรับเอาของเหล่านั้นจากพระฤษี  แล้วหาลิงไปด้วยตัวหนึ่ง
                    ภาพที่ ๑๗  พระสุธนมาถึงป่าหญ้าแฝกไปต่อไม่ได้  จึงเอาผ้ากำพลคลุมตัวนั่งอยู่  นกหัสดินบินมาเฉี่ยวเอาไป  ด้วยเข้าใจว่าเป็นอาหาร
                    ภาพที่ ๑๘  พระสุธนออกจากตัวนกหัสดินแล้ว  ไปพบช้างชนกัน  พระสุธนร่ายมนต์ลอดหว่างช้างไป  จนเจอเขาสองลูกกระทบกัน  พระสุธนร่ายมนต์ลอดหว่างเขาไป
                    ภาพที่ ๑๙  พระสุธนพ้นจากเขากระทบกันแล้วมาพบยักษ์  พระสุธนจึงเอายาทาปลายลูกศรยิงยักษ์ตาย  แล้วเดินข้ามยักษ์ไป
                    ภาพที่ ๒๐  พระสุธนมาถึงน้ำกรด  แล้วมีงูหลามตัวหนึ่งข้ามน้ำไปกินช้าง  พระสุธนก็เอายามาทาฝ่าพระบาทแล้วเดินตามหลังงูหลามตัวนั้นข้ามฟากไป
                    ภาพที่ ๒๑  พระสุธนมาถึงป่าหนามทึบจะเดินทางต่อไปไม่ได้  พระสุธนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้  พอนกหัสดินจับต้นไม้นั้น  พระสุธนก็ค่อยๆ คลานเข้าปีกนก  นกก็พาบินไปจนถึงเมือง
                    ภาพที่ ๒๒  นกหัสดินพาพระสุธนบินมาถึงเขาไกรลาศ  พอดีกับนางกินรีทั้ง ๗ ตน  กำลังสรงน้ำเล่นกันอยู่  พระสุธนก็เอาแหวนทิ้งลงไปในน้ำเพื่อให้นางมโนราห์รู้  นางมโนราห์เห็นแหวนก็รู้ว่าพระสุธรมาถึง
                    ส่วนภาพเขียนฝาผนังปางเอกด้านใน  เป็นภาพพระอินทร์ถืออาวุธเสด็จประทับมาบนหลังคชสารเอราวัณสามเศียร  กับนางสุชาดาติดตามด้วยเทพบุตร  และเทพธิดา  ซึ่งต่างถือช่อสัปทนฉัตร  และเครื่องดุริยางค์  มีซอ  ปี่  ขลุ่ย  แตร  ฉาบ  ฉิ่ง  ทำท่าบรรเลง  เหาะลัดเลาะมาตามกลีบเมฆ  เพื่อถวายสักการบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



คัมภีร์ธรรมใบลาน
                    เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๓  พระสง่า  กาญจนธโร  กับหนานยศ  จ่าเจริญ  ได้ช่วยกันค้นธรรมเก่า  ซึ่งเก็บไว้ตามหีบพระธรรม  ธรรมทั้งหมดเป็นอักขระล้านนา  ใช้วิธีเขียนด้วยเหล็กจาร  ส่วนใหย่แล้วมิได้ระบุวันหรือเดือนที่จารึก  จะมีก็เพียงปีเท่านั้น  โดยระบุเป็นจุลศักราชทั้งหมด  แล้วเทียบเป็นพ.ศ.  ถ้านับอายุถึงปีปัจจุบัน  คัมภีร์ที่มีอายุเกิน ๒๐๐ ปี  มี ๔ ธรรม,  คัมภีร์ที่มีอายุเกิน ๑๕๐ ปี มี ๘ ธรรม,  คัมภีร์ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๕๐ ปี มี ๖ ธรรม   และยังมีคัมภีร์ธรรมใบลานที่มิได้ระบุวันเดือนปีที่จารอีกจำนวนหนึ่ง  และได้เคยเก็บรักษาไว้ในหอธรรมเดิม  ซึ่งต่อมาได้ถูกรื้อลงเพื่อสร้างศาลาการเปรียญในสมัยพระสิงห์แก้ว


                     คุ้มเจ้าแก้วสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๐ เป็นเรือนไม้แบบพื้นเมืองเชียงใหม่ ยกใต้ถุนสูง มีระเบียงโดยรอบ ด้านหน้าเป็นชานกว้าง มีห้องโถงกลางและห้องบรรทม ด้านหลังมีชานเชื่อมกับเรือนครัว มีบันไดขึ้นลงทางด้านหลัง พื้นที่โดยรอบประมาณ ๕ ไร่ เดิมเคยมียุ้งข้าวและโรงเรือนพักของผู้ติดตาม คุ้มเจ้าแก้วตั้งอยู่ปากทางเข้าวัดศรีนวรัฐ (ทุ่งเสี้ยว) ทางทิศตะวันออกของคุ้มซึ่งติดกับห้องบรรทม จะมีต้นลำดวนและต้นมะปรางขนาดใหญ่ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงปลูกไว้

                    คุ้มเจ้าแก้วเป็นที่ประทับแรมของเจ้าแก้วนวรัฐ ในคราวออกตรวจเยี่ยมราษฎร และดูแลการเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาของพระองค์ที่บ้านทุ่งเสี้ยว นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ประทับครั้นเมื่องานฉลองปอยหลวงวัดศรีนวรัฐ(ทุ่ง เสี้ยว) ที่พระองค์ได้ทรงปฎิสังขรณ์ขึ้นมา ซึ่งได้ทรงโปรดให้ใช้ชื่อวัดและโรงเรียนให้สอดคล้องกับนามของพระองค์ คือ วัดศรีนวรัฐ และ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งเสี้ยว(นวรัฐ)

                    ผู้สนใจสามารถขอเข้าชมโดยขออนุญาตผู้ดูแลสถานที่เสียก่อน และทางคุ้มมีโครงการจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อน้อมลำรึกถึงเจ้าหลวงองค์สุด ท้ายของ เมืองเชียงใหม่ต่อไป
....................................................................................


                    นายฮัวและนางเฮง  แซ่โค้ว  ผู้อยู่อาศัยในบ้านทุ่งเสี้ยวมาเป็นเวลานาน  เห็นว่าอุโบสถในบ้านทุ่งเสี้ยวหลังเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก  แต่ก็ยังต้องใช้ในงานพิธีต่างๆ ของชุมชนอยู่เสมอ  จึงอยากสร้างอุโบสถหลังใหม่ถวายด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง  เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับลูกชายที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว   ทั้งสองคนจึงได้ปรึกษากับลุงแก้ว  สุริยะวงศ์วรรณ  หนึ่งในกรรมการวัดในขณะนั้น  ลุงแก้วเห็นว่าต้องเอาชุมชนเข้าร่วมด้วย  ไม่เช่นนั้นคงไม่สำเร็จเป็นแน่

                    เมื่อได้พูดคุยกันจนเป็นที่เข้าใจแล้ว  ลุงแก้วและคณะกรรมการวัดรวมถึงนายฮัวและนางเฮง  จึงได้ตระเวนไปตามวัดต่างๆ เพื่อที่จะดูแบบของอุโบสถ  ที่จะนำมาเป็นแบบอย่าง  ในที่สุดได้ไปถูกใจกับอุโบสถของวัดธาตุคำ  โดยได้พบสล่าบงกช  ผู้ซึ่งในภายหลังได้ทำโครงสร้างของอุโบสถหลังใหม่  โดยย่อส่วนเหลือ ๒ ใน ๓ ของขนาดอุโบสถของวัดธาตุคำ  ต.หายยา  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่

                    อุโบสถหลังใหม่ใช้เวลาสร้างอยู่สองปีกว่า  โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑  แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๔๒  ส่วนของการตกแต่งมีสล่าหลายคนมาทำ  นายฮัวมาดูการก่อสร้างทุกวัน  เพื่อให้ได้อุโบสถที่สวยงามตามความตั้งใจของเขา  ส่วนใดที่ไม่ชอบใจก็ให้รื้อแล้วสร้างใหม่

                    นอกจากอุโบสถแล้ว  นายฮัวและนางเฮงยังได้สร้างศาลาบาตรในบริเวณวัด  โดยมีชาวบ้านร่วมแรงด้วยตามแต่ศรัทธา



ประวัติพระเจ้าสักคงต้น (พระเจ้าอกล้ง)
                    พระพุทธรูปเจ้าองค์นี้สร้างด้วยไม้สักเก่าแก่  มีหน้าตักกว้าง  ๓๒ นิ้ว  สูง ๕๖ นิ้ว  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ประทับนั่งขัดสมาธิราบ  ครองจีวรห่อเฉียงเปิดพระอังสาขวา  สังฆาฏิยาวปลายหยักเป็นสองแฉกทอดยาวลงจรดพระนาภี  ขอบจีวรและสังฆาฏิมีลวดลายประดับมุก  พระขนงโค้ง  พระเนตรรูปกลีบบัวปลายเรียวหางตวัดขึ้น  ดวงพระเนตรบรรจุแก้วมหานิล  พระนาสิกโค้งเป็นสัน  พระโอษฐ์เล็ก  พระกรรณมีใบค่อนข้างใหญ่  ปลายชี้ออกด้านข้าง  พระเกศาม้วนเป็นขมวดคล้ายก้นหอยเล็ก  มีขอบพระเกศาเป็นเส้นนูนเล็กๆ พระเกตุมาลาต่ำ  พระรัศมีเป็นเปลวสูง  พระศอเป็นปล้อง  ซึ่งเป็นลักษณะที่สมบูรณ์ตามแบบของศิลปะล้านนาที่มีอายุหลายร้อยปี

                    พระพุทธรูปได้ถูกทอดทิ้งอยู่ในป่ารกบริเวณวิหารเก่าของวัดหลวงทุ่งเสี้ยว  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดปัจจุบัน  ในสมัยที่ล้านนาถูกพม่ายึดครอง  เนื่องด้วยเหตุและปัจจัยหลายประการ  ความเจริญจึงได้สิ้นสุดลง  การสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ในศิลปกรรมไม่ปรากฏ  เกิดงานศิลปกรรมแบบท้องถิ่นเข้ามาแทนที่  การสร้างพระพุทธรูปทองสำริดลดลง  มีการหันมาสร้างพระพุทธรูปไม้เป็นส่วนใหญ่  งานศิลปกรรมขาดความประณีต  แต่มีการสร้างเลียนแบบของเดิม  ศิลปะแทบจะหยุดนิ่ง  บ้านเมืองต่างๆ ในล้านนา  โดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่ได้กลายเป็นเมืองร้าง  ทำให้วัดหลวงทุ่งเสี้ยวกลายเป็นวัดร้างไปด้วย


                    ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕  สมัยพระเจ้ากาวิละได้กอบกู้อิสรภาพจากการปกครองของพม่าได้สำเร็จแล้ว  ล้านนาก็ได้กลายเป็นประเทศราชของสยามตั้งแต่ต้นรัชสมัยรัตนโกสินทร์  โดยมีพระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นต้นมา  ได้มีการฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาใหม่  อันเป็นเหตุจูงใจให้ชาวบ้านทุ่งเสี้ยวและคณะศรัทธา  ได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. ๒๓๗๐  ในการสร้างวิหารหลังใหม่นั้นได้ย้ายจากบริเวณวัดเดิม  ร่นถอยไปทางทิศตะวันตกใกล้ลำน้ำขานและให้ชื่อว่า  “วัดทุ่งเสี้ยว”

                    ในช่วงการปฏิสังขรณ์  สร้างพระวิหารหลังใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔  เจ้าแก้วนวรัฐ  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้เข้ามาจัดการร่วมกับพระคุณเจ้าเถิ้ม (ตุ๊เจ้าเถิ้ม)  จากวัดแสนฝางเชียงใหม่  ได้มาเห็นพระพุทธรูปเจ้าอกล้งที่ศาลาบาตรวางอยู่กับพื้นไม่ได้ระดับ  จึงได้อัญเชิญลงไปในน้ำแม่ขานแล้วทำความสะอาด  ตัดฐาน  แต่งให้เสมอแล้วนำขึ้นตั้งไว้บนแท่นแก้วในวิหาร  และได้จัดมหกรรมสมโภช (ปอยหลวง)  พร้อมกับพระวิหารที่สร้างสำเร็จใหม่  มีกำหนด ๑๕ วัน ๑๕ คืน

                    ต่อมาภายหลังได้ย้ายลงไว้ที่ศาลาบาตร และเนื่องจากขาดการดูแลเอาใจใส่  เป็นเหตุให้มด  ปลวก  กัดแท่นพระ  กัดขึ้นไปจนถึงพระกัจฉะ (รักแร้)  กัดฝ่าพระหัตถ์ซ้ายขาดไป  กัดขึ้นไปจนถึงพระอุระ  คือทรงอกเป็นโพรง  ชาวบ้านจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระเจ้าอกล้ง”  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                    ท่านพระครูปิยะธรรมภาณี  สมัยที่ท่านเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสันป่าตอง  เจ้าอาวาสวัดดอนชัย (ต้นแหนน้อย)  ได้มาพักในอุโบสถวัดศรีนวรัฐ  เพื่อเตรียมการสอบธรรมสนามหลวง เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๖  ท่านได้มีนิมิตว่า  มีลูกศิษย์เก่าได้นำพระพุทธรูปมาคืนให้  ซึ่งมีลักษณะสวยงาม  จึงได้เล่าให้พระอธิการชื่น  ซึ่งตอนนั้นเป็นเจ้าอาวาสอยู่  ท่านได้แก้ศุภนิมตรว่า  วัดนี้มีพระพุทธรูปแต่พระอุระเป็นโพรง  คืออกล้งมานานแล้ว  ซึ่งคณะศรัทธาได้คิดจะซ่อมแซมกันอยู่  ท่านพระครูปิยธรรมภาณี  จึงขอรับเป็นผู้ซ่อมแซมให้  จึงได้มีการประชุมศรัทธาทั้งหมู่บ้าน  มีมติตกลกยินดีอนุมัติให้ท่านพระครูปิยธรรมภาณี  เป็นผู้ดำเนินการ  เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๖  และตกลงให้ซ่อมที่วัดศรีนวรัฐ


                     มีการสร้างปะรำพิธีซ่อมที่หน้าโบสถ์  โดยจัดราชวัตรแต่งตั้ง  เครื่องอาสนะคือ  เครื่องท้าว ๕ ประการตามแบบโบราณ  เมื่อได้เตรียมการเสร็จเมื่อวันพุธที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖  ตรงกับเดือน ๓ เหนือ  แรม ๑๐ ค่ำ  เวลา ๑๓.๓๐ น. เป็นเวลาได้ฤกษ์งามดีแล้ว  จึงได้อาราธนาพระพุทธรูปเจ้าลงซ่อม  ทันใดนั้นฝนก็เริ่มตกห่าใหญ่  ฝนได้ตกลงมาพักหนึ่ง  อากาศก็แจ่มใส  แดดก็ออกเป็นปกติ  พออาราธนาพระพุทธรูปเจ้าลวสู่ปะรำพิธีแล้วก็ได้จัดการตั้งกระบวนแห่ไปตามถนนหน้าวัด  เลี้ยวซ้ายไปสู่ทิศเหนือถึงหน้าโรงเรียนนวรัฐ  แล้ววกกลับมาตลาดทางทิศใต้  เข้าไปในตลาดแล้วกลับเข้าสู่ถนนหน้าวัด  เข้าสู่ปะรำพิธี  ในการแห่พระพุทธรูปนี้นั้นได้มีศรัทธาประชาชนได้บริจาคทรัพย์เป็นพุทธบูชา  พอตกกลางคืนฝนก็ได้ตกลงมาอีก  ตกตลอดคืนไม่ขาดสาย  และก็ยังตกเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน  ทั้งๆ ที่หมดฤดูฝนไปแล้ว  จะเป็นเพราะเทพยาดาดลบันดาลให้ฝนตกลงมาเป็นพุทธบูชาหรืออย่างไรก็ไม่อาจจะทราบได้  และเมื่อฝนได้หยุดตก  พระพุทธรูปเจ้าองค์นี้เลยได้รับการขนานนามใหม่ว่า “พระพุทธรูปเจ้าอกล้น”

                    ขณะที่กำลังซ่อมอยู่นั้นจะต้องการสิ่งใดก็ย่อมได้สิ่งนั้น  เช่น  ต้องการแก้วมหานิล  จะเอามาเป็นลูกตาก็มีผู้นำมาให้คือ  นายประดิษฐ์  คำปวน  เมื่อได้แก้วมหานิลมาแล้ว  ก็มีผู้เจียรแก้วให้คือ  นายดวงติ๊บ  เอื้องเงิน  เป็นผู้เจียรนัยแก้วให้พร้อมกับให้ไม้จันทร์แดง ๑ ท่อน  สำหรับเป็นฝาปิดพระอุระ  ต้องการเงิน  ต้องการทอง  จะเอาเป็นหัวใจพระ  ก็มีผู้นำมาให้  เรียกว่าต้องการอะไรได้ทุกอย่าง  ที่สุดต้องการน้ำมันงาจะเอาเป็นน้ำเลี้ยงหัวใจพระ  ก็มีผู้นำมาให้คือ  พ่อมา  ปินตามา  ตลอดจนอธิษฐานขอให้ฝนหยุดตก  ฝนก็หยุดตกตามต้องการ  นับได้ว่าเป็นพระบรมเดชานุภาพของพระพุทธรูปเจ้าองค์นี้  เป็นที่น่าอนุโมทนาสาธุการแก่บรรดาพุทธศาสนิกชน  ตลอดถึงมวลเทพดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยทั่วกัน



                        วันที่ ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๐๗  ได้ทำพิธีบรรจุหัวใจพระเจ้า  และวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นวันมาฆบูชาได้มีการปิดทองพระฯ  คณะศรัทธาได้ตกลงกันว่าจะจัดให้มีงานประเพณีนมัสการพระพุทธรูปเจ้าฯ  ในวันเดือน ๙  เหนือ  ขึ้น ๙-๑๐ ค่ำ  ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗  เป็นต้นมา  โดยจัดให้มีประเพณีสรงน้ำ  ภายในงานจะมีมหรสพสมโภช  การละเล่นต่างๆ เฉลิมฉลองตลอดทั้งวัน

                    รวมความว่าศุภนิมิต  คือ  ความฝันดีเป็นเหตุให้มีโอกาสซ่อมแซมพระพุทธรูปเจ้าอกล้ง  ให้เป็นพระพุทธรูปเจ้าอกดี  เพื่อไว้เป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชน

                    ในสมัยพระอธิการชื่น  ชุตินธโร  เป็นเจ้าอาวาส  ได้จัดทำเหรียญรูปพระเจ้าสักคงตัน (พระเจ้าอกล้ง)   รุ่นแรก  ออกให้ศรัทธาไว้เป็นที่สักการบูชาและเพื่อจัดหาปัจจัยในการบูณณปฏิสังขรร์  ทางด้านถาวรวัตถุสิ่งปลูกสร้างเป็นจำนวนมาก  เช่น  ศาลาการเปรียญ  สร้างกำแพงศาลาบาตร  เป็นต้น  และในโอกาสนี้ก็ได้ขนานนามพระพุทธรูปเจ้าอกล้น  เป็นพระเจ้าสักคงตัน  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



                    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๔  พระพุทธรูปเกิดมีรอยร้าวที่ฐาน  คณะกรรมวัดได้มีความเห็นว่าควรซ่อมแซม  จึงได้ทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตทำการซ่อมแซม  โดยมีพ่อครูเสน่ห์  สิทธิเจริญ  เป็นนายช่างทำการซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ  หลังจากบูรณะเสร็จแล้วยังมีศรัทธานายทองดี  นางบานเย็น  ญาณะก๋อง  ได้สร้างที่บูชาเทียนอย่างถาวร  มีขนาดใหญ่ถวาย,  นายสมพงษ์  นางสายสร้อย  ญาณะก๋อง  ได้ถวายผ้าม่านประดับหน้าแท่นพระเจ้าสักคงตัน  นอกจากนี้ยังมีพ่อหนานคำมูล  แม่บุญมี  อะปินะ,  พ่อน้อยจันทร์  แม่บัวจันทร์  อินโปธิ,  พ่อน้อยแก้ว  แม่ยอดเรือน  สุริยะวงศ์วรรณ  ได้ร่วมกันสร้างลูกกรงเหล็ก  ล้อมแท่นพระเจ้าสักคงตัน  นายมานิตย์  กันธิยะ  ได้จัดซื้อเสื่อยางปูด้านหน้าแท่น  เพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการบูชาสืบไป


คำไหว้พระพุทธรูเจ้าสักคงตัน

นะโม ๓ จบ

อิมินา  สักกาเรนะ  อะหัง  วันทามิ  สิระสา
พุทธะปะฏิเมตัง  มะหาเสฏฐัง  สักการาภิภูตัง
ธัมมานุธัมมะปะฏิปัตติยา  ปูเชมิ  ระตะนัตตะยานุภาเวนะ
เจวะ  พุทธะปะฏิมานุภาเวนะ  จะ  นิพพานปัจจะโย  โหตุ  เม  นิจจังฯ

คำแปล
ด้วยเครื่องสักการะนี้  ข้าพเจ้าขอกราบไหว้  พร้อมทั้งเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน  ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง
ด้วยการปฏิบัติธรรมตามสมควร  ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัย
และด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธรูปสักคงตัน  ขอปัจจัยคือ  พระนิพพาน 
จงมีแก่ข้าพเจ้าตลอดกาลเป็นนิตย์  เทอญฯ



วิหารพระเจ้าสักคงตัน

อรรถาธิบาย
                        เจ้าแก้วนวรัฐ  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่  องค์ที่ ๙  ได้มาปฏิสังขรณ์พัฒนาวัดนี้ให้เจริญสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้  วัดแห่งนี้ยังมีหลวงพ่อสักคงตัน  หรือพระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่คณะศรัทธาชาวบ้านเลื่อมใส  เคารพและกราบไหว้บูชามาโดยตลอดเช่นกัน  ตั้งแต่เมื่อสมัยอาตมาเป็นศิษย์วัดก็ได้เห็นพระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน  ประดิษฐานในศาลาการเปรียญ  จึงนึกไว้ในใจว่า  สักวันหนึ่งจะต้องสร้างวิหารไว้เพื่อประดิษฐานหลวงพ่อสักคงตันให้ได้  แต่อาตมาก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรือด้วยวิธีใด

                       
เมื่ออาตมาได้เป็นเจ้าอาวาส  อาตมานึกขึ้นได้ว่า  วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เจ้าแก้วนวรัฐ  ได้ปฏิสังขรณ์ไว้  ฉะนั้นก็น่าจะยังมีทายาทเจ้าแก้วนวรัฐที่ยังสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้  อาตมาทราบมาว่า  เจ้ากอแก้ว  ประกายกาวิล  ณ เชียงใหม่  เป็นทายาทคนหนึ่งของท่านเจ้าแก้วนวรัฐ  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑  จึงได้ทำหนังสือเพื่อเชื้อเชิญเจ้ากอแก้วฯ  มาทำบุญในงานยกช่อฟ้าอุโบสถหลังใหม่  โดยหวังอยากให้คณะทายาทได้สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในอดีต  ที่ได้ทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์วัดศรีนวรัฐต่อไป  ในวันงานช่อฟ้าอุโบสถหลังใหม่  มีเจ้าวงศ์สักก์  ณ  เชียงใหม่  แต่เจ้ากอแก้วก็ไม่ได้เดินทางมาร่วมงานในวันนั้น  ต่อมาหลังจากเสร็จงานยกช่อฟ้าแล้ว  ได้รับข่าวจากเจ้ากอแก้วฯ  ว่าคุณทินกร  อัศวรักษ์  ซึ่งเป็นบุตรชายของเจ้ากอแก้วฯ  ได้จองกฐินเพื่อทอดถวายที่วัดศรีนวรัฐแห่งนี้  นับจากนั้นคณะทายาทของเจ้าแก้วนวรัฐ  ก็ได้เข้ามาร่วมงานบุญของทางวัดมาตลอด  และมีการทอดถวายกฐินสืบเนื่องมาเป็นประจำทุกปี  โดยเจตนาร่วมกันว่าจะสมทบทุนเพื่อสร้างวิหารไม้สัก  เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปเจ้าสักคงตันต่อไป


                    งานทอดกฐินปีแรกเริ่มทอดถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒  ทางวัดได้เริ่มสร้างฐานและโครงสร้างวิหาร  ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕  และได้ดำเนินการก่อสร้างมาเรื่อยๆ ทุกปี  จนการก่อสร้างได้แล้วเสร็จในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๑  นับเวลารวมแล้วทั้งหมด ๙ ปี

                    เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑  จึงได้จัดงานปอยหลวงฉลองวิหารไม้สัก  เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน  ด้วยความร่วมมือร่วมใจ จากทางคณะทายาทเจ้าแก้วนวรัฐ  และคณะศรัทธาบ้านทุ่งเสี้ยว  ตลอดถึงคณะศรัทธาที่เคารพนับถือศรัทธาพระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน  ได้ร่วมสร้างวิหารไม้สักหลังนี้  จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี

                    ขออานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัย  บารมีธรรมยังองค์พระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน  เจ้าอาวาสองค์ปฐมองค์สถาปนาวัดศรีนวรัฐ  คุ้มครองป้องกันรักษาอำนวยพรศุภผล  ดลบันดาลศรัทธาสาธุชน  ผู้ให้การอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาทุกท่าน  อยู่ร่มเย็นเป็นสุข  เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน  เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ๔ ประการ  ปฏิภาณ  ธรรมสารสมบัติ  ทุกทิวาราตรีเทอญฯ
พระครูวินัยธรสุเทพ  ฐานวโร
เจ้าอาวาสวัดศรีนวรัฐ
สิงหาคม ๒๕๕๑


พระเจ้าไม้
                    พระพุทธรูปที่สร้างจากไม้  เรียกกันโดยทั่วไปว่า  พระเจ้าไม้  มีหลายพุทธลักษณะ  หลายขนาด  ตั้งแต่หน้าตักหนึ่งนิ้ว  จนถึงองค์ขนาดใหญ่อย่างพระประธานในพระวิหาร  คติความเชื่อเรื่องการสร้างพระเจ้าไม้ก็เพื่อถวายไว้กับวัด  และค้ำชูศาสนาให้ถึง ๕,๐๐๐ พระวัสสา  ความเชื่อดังกล่าวปรากฏในดินแดนล้านนา  และที่แห่งอื่นอย่างเชียงรุ่งสิบสองพันนา  เชียงตุงในประเทศพม่า

                    พระเจ้าไม้ที่วัดศรีนวรัฐพบจำนวนหลายสิบองค์  พุทธลักษณะเป็นฝีมือช่างหลายกลุ่ม  ซึ่งน่าจะเป็นผู้คนในพื้นถิ่นใกล้วัด  มีทั้งพุทธศิลป์อย่างเชียงใหม่  อย่างไทลื้อ  ไทเขิน  ที่ฐานพระบางองค์มีข้อความจารึกด้วยอักษรธรรมล้านนา  บอกปีที่สร้าง  นามผู้สร้าง  และความปรารถนาในการสร้างอย่างชัดเจน



                    จากหลักฐานที่ปรากฏในองค์พระประธานของวิหาร  ที่พังลงเนื่องจากน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐  เชื่อว่าวัดศรีนวรัฐเป็นวัดแห่งแรกของตำบลบ้านกลาง  ได้พบลานหูทองคำบอกอายุ  โดยจารึกวันเดือนปี  มีอายุครบร้อยปีพอดี  ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๐  ในสมัยนั้นตรงกับสมัยของเจ้าหลวงพุทธวงศ์ (เจ้าหลวงแผ่นดินเย็น พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๘๙)  ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐ  ได้มาสร้างวิหารใหม่  มีปอยหลวงฉลองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔  แต่ไม่ปรากฏว่าได้สร้างพระธาตุเจดีย์เอาไว้  ทั้งที่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ๒ องค์  เป็นผู้สร้างวัด

                    ในสมัยพระสง่า  กาญจนธโร  รักษาการเจ้าอาวาส  คุณหญิงนพรัตน์  สนิทวงศ์  ณ  อยุธยา  ได้เสนอกับทางคณะกรรมการและศรัทธาวัด  ถึงการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์  ซึ่งทุกฝ่ายได้มีความเห็นว่าควรสร้างขึ้น  โดยคุณหญิงนพรัตน์เป็นผู้ริเริ่มมอบปัจจัยในการก่อสร้าง  อีกทั้งยังถวายองค์พระธาตุสำหรับบรรจุในพระธาตุเจดีย์ด้วย 

                    เนื่องจากพื้นที่ที่จะสร้างธาตุมีจำกัด  ส่วนฐานมีขนาดเพียง ๑๐ *๑๐ เมตรเท่านั้น  ฝ่ายสงฆ์และกรรมการวัดได้เดินทางไปดูแบบของพระธาตุเจดีย์ตามวัดต่างๆ จนในที่สุดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า  แบบแปลนธาตุเจดีย์ของท่านพระครูเวฬุวันพิทักษ์ (ท่านมหาเขื่อนคำ)  เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า  เหมาะสมที่สุด  จึงไปขออนุญาต  ซึ่งท่านกก็ให้ความเมตตานุญาตให้ใช้แบบแปลนของท่านได้  และยังกรุราหาช่างสร้างธาตุจากบ้านแม่สะปุ๋ง  จังหวัดลำพูนให้ด้วย  ส่วนตัวท่านเอง  ก็ได้มาช่วยดุแล  แก้ไขดัดแปลงจนธาตุเจดีย์แล้วเสร็จสมบูรณ์  เนื่องจากแบบแปลนเดิมมีขนาดใหญ่กว่าขนาดที่จะก่อสร้าง  หนานบุญทิม  ญาณะก๋อง  จึงได้เขียนแบบแปลนขึ้นใหม่  ย่อส่วนให้มีขนาดตามที่ต้องการ  โดยมีฐาน ๑๐*๑๐ เมตร  สูง ๑๔ เมตร  ก่อนการขุดรากฐาน  พ่อหนานมีได้บวงสรวงบอกเจ้าที่เจ้าทางขออนุญาตสร้างพระธาตุเจดีย์

                    ในวันที่ ๑๗ กันยายน  พ.ศ. ๒๕๓๓ อันเป็นวันเริ่มลงมือขุดวางรากฐานพระธาตุหลังพระอุโบสถ  ชาวทุ่งเสี้ยวทุกเขตทุกหลังคาเรือนมาช่วยกันขุดวางรากฐานธาตุแล้วเสร็จ  คิดเป็นแรงงานทั้งสิ้น  ๕๘๑ แรง

                    วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓  แม่นวล  ไชยพรรณ  ได้มาทอดผ้าป่าสมทบทุนสร้างธาตุเป็นเงิน ๑๙,๘๗๐ บาท

                    หลังจากขุดวางรากฐานเสร็จแล้ว  ก็ได้ตระเตรียมทำพิธีวางศิลาฤกษ์  ได้ไปหาท่านพระครูประจักษ์แห่งวัดผาบ่อง  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่  ท่านได้กรุณาผูกดวงวางฤกษ์ให้  พร้อมทั้งแนะนำให้ไปติดต่อร้านแกะสลักหินอ่อน  วันพิธีวางศิลาฤกษ์ตรงกับเดือน ๓ เหนือ  แรม ๑ ค่ำ  ๓ ธันวาคม ๒๕๓๓










โครงการพิพิธภัณฑ์ของชุมชน

                     พระครูสุเทพและเจ้าคณะศรัทธาเห็นสมควรจัดให้มีแหล่งรวบรวมเพื่อการศึกษา อนุรักษ์เผยแพร่และสืบทอดกันต่อไป  จึงเห็นควรให้จัดตั้งหอศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น  โดยใช้อาคารศาลาการเปรียญส่วนหนึ่ง  จัดให้เป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์และจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของวัดและ ของท้องถิ่น  เพื่อจะได้ช่วยให้ชุมชนและผู้มาเยือนได้รับความรู้  และตระหนักในคุณค่าแห่งมรดกศิลปวัฒนธรรม  ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมา  อันเป็นสิ่งที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตได้

โดยคาดว่าจะมีการจัดแสดง

                     ๑. พระพุทธรูปไม้สำริด  และพระหลูบเงิน
                     ๒. ภาพถ่ายโบราณ
                     ๓. หีบพระธรรม-คัมภีร์ธรรม  ใบลาน  ตำรายาโบราณและโหราศาสตร์
                     ๔. ก๊างธรรม-ที่วางคัมภีร์ (ชั้นแกว)
                     ๕.อาสนะ
                     ๖. ขันแก้วตังสาม
                     ๗. เครื่องราชกกุทธภัณฑ์ (เครื่องสูง)
                     ๘. เครื่องมือเครื่องใช้ในอดีต  เช่น  ถ้วยชาม  เครื่องครัว  เครื่องใช้ในการจับสัตว์น้ำ  เครื่องทอผ้า  ปั้นด้าย  กี่กระตุก ฯลฯ
                     ๙. หนังสือเก่าแนวประวัติศาสตร์ล้านนาและเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น
                    ๑๐. เครื่องดนตรี

ฆ้องกลอง
                    ฆ้อง  กลอง  เป็นเครื่องดนตรีสมัยโบราณ  ที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาในงานประเพณีต่างๆ วัดเป็นศูนย์รวมของดนตรี  ฆ้อง  กลอง  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘  พระสง่า  กาญจนธโร  ได้มาจำพรรษา  ณ  วัดศรีนวรัฐ  ซึ่งขณะนั้นพระสมยศ  จิตตคุตโต  รักษาการเจ้าอาวาส  ผู้มีความสนใจเรื่องฆ้อง  กลอง  ได้ปรึกษาหารือกัน  เห็นว่ากลองเก่าที่ถูกทอดทิ้งชำรุดทรุดโทรมอยู่  ควรจะซ่อมแซม  ส่วนกลองที่ยังขาดก็ควรสร้างขึ้นใหม่ให้ครบ  ซึ่งมีมากกว่า ๑๓ ลูก  ค่าใช้จ่ายในการซ่อมสร้างทั้งหมดอุปถัมภ์โดย  คุณหญิงนพรัตน์  สนิทวงศ์  ณ  อยุธยา

๑. กลองบูชา (ก๋องปู่จา)
                    เป็นกลองที่ถือว่าสำคัญที่สุด  ของเดิมมีแต่ไม้เปล่าๆ เข้าใจว่า  สร้างขึ้นเมื่อสร้างวัดใหม่ๆ  สำหรับภาคเหนือจะมีประจำแทบทุกวัน  ใช้ตีเป็นพุทธบูชา  ธรรมบูชา สังฆบูชา  ประกอบด้วยกลองลูกเล็กอีก ๒-๔ ลูก (แล้วแต่ท้องถิ่น)  เป็นเสียงตัดหรือตะหลดปดและประกอบด้วยฆ้อง  ฉาบ  ในสมัยโบราณ  การตีกลองบูชาจะมีคนอยู่ด้านหลังกลอง  คอยตีให้จังหวะ  ส่วนคนตีด้านหน้าจะตีไปร่ายรำไป
                    การตีกลองบูชามี ๒ จังหวะ  จังหวะแรกเป็นจังหวะช้า  เรียกว่า “ตี๋ก๋องปู่จา”  ส่วนจังหวะหลังเรียกว่า  “ตี๋ก๋องแสะ”  โดยมากจะตีในวันโกน  วันพระ  งานสลากภัตต์  งานปอยหลวง
                    เนื่องจากกลองบูชา  เป็นกลองที่มีความสำคัญ  หลังจากหุ้มกลองเสร็จเรียบร้อยแล้ว  การนำเข้าวัดจะตั้งกลองและต้องมีพิธีการแห่นำเข้า  โดยชาวทุ่งเสี้ยวได้จัดขบวนแห่กลองรอบวัด ๑ รอบ  โดยมีขบวนแห่กลองสะบัดชัยนำหน้าขบวน  พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถานำหน้าตลอดทาง  เมื่อถึงประตูวัด  ผู้เฒ่าที่มากับขบวนแห่กลองจะบอกขายกลอง  ชาวบ้านที่รอหน้าประตูจะเป็นผู้ต่อรองราคา  เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว  ชาวบ้านก็จะนำข้าวตอกดอกไม้แทนเงิน  จากนั้นก็จะมีการโปรยข้าวตอกดอกไม้ไปตลอดทาง  แห่รอบวิหาร ๓ รอบ  แล้วจึงไปแขวนไว้ที่ศาลาบาตร

๒. กลองแอวยาว
                    กลองแอวยาว  หรือกลองหลวง  เป็นกลองที่ใช้แข่งขันในงานประเพณี  หรืองานบุญต่างๆ มีเสียงดังมาก  ไกลถึง ๒-๓ กิโลเมตร  ลักษณะคล้ายกลองโท้ง “ต๊ะตึ่งโนง”  ที่ใช้แห่งานฟ้อนเล็บ  เป็นกลองที่ทำจากไม้ประดู่ทั้งต้น  เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๔ ๑/๒ นิ้ว (ปัจจุบันหน้ากลอง ๒๗-๓๐ นิ้ว)  กลองแอวยาวนี้  สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑  สมัยท่านอธิการชื่น  ชุตินธโร  เป็นเจ้าอาวาส
                    พระเมืองแก้ว  ธมมวโร  เป็นผู้ริเริ่มทำกลองแอวยาวขึ้น  ท่านได้ติดต่อชาวบ้านหนองประทีป  ต.แม่นะ  อ.เชียงดาว  ช่วยหาไม้ทำกลอง  ศรัทธาบ้านหนองประทีปได้แบ่งงานกันวันละ ๘ ครัวเรือน  หาไม้ในป่า  ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร  การเลือกไม้เป็นไปด้วยความยากลำบาก  เพราะไม่ได้ลักษณะและขนาด  จนถึงต้นที่ ๙  จึงเป็นที่พอใจของสล่า  ใช้เวลาทั้งหมด ๙ วัน
                    การทำกลองลูกนี้  พระเมืองแก้ว  ธมมวโร  และพ่อหลวงอ้ายคำปัน  เป็นสล่าในการกลึง  พระเณรช่วยกันถีบกลองให้หมุน  เพื่อให้ช่างให้เหล็กกลึง  เป็นรูปร่างและลายละเอียด  ใช้เวลาทั้งหมด ๗ วัน  จากนั้นเจาะหน้ากลองใช้เวลาอีก ๕ วัน  สล่าในการเจาะเป็นชาวบ้านทุ่งท้อ  ต.สองแคว  อ.จอมทอง

๓. กลองสะบัดชัย
                    เป็นกลองโบราณชนิดหนึ่ง  ใช้เมื่อเวลายามศึกสงคราม  เพื่อปลุกปลอบกำลังใจทหาร  มีจังหวะจะโคนที่เร้าใจ  ลีลาการตีมีความอ่อนช้อยสวยงาม  ผสมผสานศิลปะการต่อสู้ไว้ครบครัน  กลองสะบัดชัยต้องใช้คนหาม ๒ คน  คนตี ๑ คน  ประกอบด้วย  ฉาบ ๒ คู่,  กรับ ๑ คู่  การได้กลองสะบัดชัยลูกนี้  เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๕๒๙  พระสง่า  กาญจนธโร  กับพระสมยศ  ได้เดินทางไปกับหลวงพ่อวัดต้นแหนหลวง  พร้อมทั้งชาวบ้านต้นแหนหลวง  เพื่อหาไม้มาทำอุโบสถวัดต้นแหนหลวง  และกลองเอวยาว  ที่ดอยแม่คำ  อำเภอฮอด  จังหวัดเชียงใหม่  เป็นเส้นทางที่ลำบากมาก  ต้องขึ้นเขาและเป็นฤดูร้อน  มีแต่ต้นไม้เล็ก  ส่วนต้นไม้ใหญ่ทิ้งใบไม่มีร่มเงาบังแดด  ต้องใช้จีวรยึดขึงกับต้นไม้ ๔ ด้าน  อาศัยร่มเงา  พอดีตุ๊ยศ  จิติคตโต  ไปพบไม้ท่อนหนึ่งเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๒ นิ้ว  หนาฟุตกว่า  อยู่ในลำห้วยแห้ว  พระสมยศ  จิตตคุตโต  จึงขอความเมตตา  ขอไม้ท่อนนั้นกับหลวงพ่อวัดต้นแหนหลวง  ซึ่งท่านก็อนุญาตแล้วบอกให้ชาวบ้านต้นแหน  อันมีพ่อน้อยมูล  พ่อน้อยเฮือน  เป็นหัวหน้า  ช่วยกันชักลากขึ้นจากลำห้วย  ในตอนขนไม้กลับวัด  มีการแห่ฆ้องกลองมาตลอดทาง  จนถึงวัดต้นแหนหลวงเป็นเวลาพลบค่ำพอดี  คณะศรัทธาบ้านต้นแหนซึ่งรอรับอยู่  ได้โปรยข้าวตอกดอกไม้ต้อนรับอย่างเอกเกริก  ส่วนท่องที่ขอจากหลวงพ่อวัดต้นแหนนั้น  ท่านได้กรุณาให้ศรัทธาบ้านต้นแหนนำมาส่งที่วัดศรีนวรัฐในคืนนั้น
                    ในการสร้างกลองสะบัดชัยลูกนี้  มีพ่อหนานดวง  แสนวันดี  เป็นสล่า  เป็นผู้ออกแบบวัดขนาดให้เหลือ ๒๗/๑/๒ นิ้ว  พระเณรคนหนุ่มในหมู่บ้านช่วยกันถีบกลองให้หมุน  และกลึงตกแต่งจนแล้วเสร็จ  จากนั้นจึงเจาะกลอง  พ่อแก้ว  เป็นเรือนชุม  พ่อหมวก  พุทธมา  เป็นผู้เลือกหนัง  เจาะร้อยหนังแล้วหุ้มกลองจนแล้วเสร็จ  พ่อครูเสน่ห์  สิทธิเจริญ  เป็นผู้สลักรูปพญานาค  ประดับข้างกลอง ๒ ตัว  ส่วนคุณบุญศรี  ไชยชนะ  ซึ่งอยู่หน้าวัด  ซื้อฆ้องกลองถวาย ๑ ชุด

๔. กลองต๊ะตึ่งโนง (ก๋องโพ้ง  ก๋องฟ้อนเล็บ)
                    ใช้ในการแห่ขบวนฟ้อนเล็บ  ประกอบด้วยปี่ ๑-๒  เลา  ฉาบใหญ่  ๑ คู่  กลองตะหลดปด ๑ ลูก  ฆ้อง ๒ ลูก  กลองลูกนี้เดิมเป็นของท่านครูบาเทิ้ม  วัดแสนฝาง  ได้นำมาให้ใช้ในงานปอยหลวงวิหารใหม่  ปี พ.ศ. ๒๕๔๖

๕.กลองมองเซิง
                    เดิมเป็นของชาวไทยใหญ่  คำว่า “มอง”  หมายถึง  ฆ้องเซิง  ชุดกลองมองเซิงประกอบด้วย  ฆ้องชุด ๕-๗-๙ แล้วแต่เซิง  ประกอบด้วยขบวนแห่แหน  ฟ้องเจิง  ฟ้อนดาบ  ใช้ในงานฉลองทั่วไป  แต่ในปัจจุบันจังหวะลีลาการแห่เป็นแบบประยุกต์  การแห่กลองมองเซิง  ใช้เพื่อความครึกครื้นในงานบุญทุกประเภท  กลองลูกปัจจุบันทำจากไม้กะท้อนจากคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ  นายช่างที่ช่วยกันทำ  มีพ่อแก้ว  เป็งเรือนชุม  พ่อหมอก  พุทธิมา  พ่ออินตา  สุริยะศรี  พ่อหนานปั๋น  จันทร์แสน  เป็นสล่า  ใช้เวลาอาทิตย์กว่า  ส่วนฆ้องได้รับการอนุเคราะห์จากเฮียฮ้อ  เจ้ฮง  ทัพสุวรรณ  ร้านฮ้อการค้า  บ้านทุ่งเสี้ยว  เป็นผู้ถวายทาน



......................................................................................


 วันที่ เดือน (ไทย)
เดือน (เหนือ)
กิจกรรม

มกราคม เดือน ๔ ทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่
 ๑๙
กุมภาพันธ์ เดือน ๖ พิธีหล่อองค์พระอุปคุต
 ๒๘
กุมภาพันธ์ เดือน ๖ เป็ง วันมาฆบูชา
 ๒ - ๑๑
เมษายน เดือน ๗ บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน
 ๑๓ - ๑๖
เมษายน เดือน ๘ ประเพณีสงกรานต์ - ปี๋ใหม่เมือง
 ๒๗
เมษายน เดือน ๘ ทำบุญตักบาตรเที่ยงคืน เป็งปุ๊ด - สมโภชพระอุปคุต
 ๑๙ - ๒๓
พฤษภาคม เดือน ๙ ประเพณีสรงน้ำพระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน
ใส่ขันดอก สืบชะตาหลวง
 ๒๘
พฤษภาคม เดือน ๙ เป็ง วันวิสาขบูชา
พิธีอาบน้ำนมองค์พระพิฆเนศวร์
 ๒๖
กรกฎาคม เดือน ๑๐ เป็ง วันอาสาฬหบูชา
 ๒๗
กรกฎาคม เดือน ๑๐ วันเข้าพรรษา
 ๑๒
สิงหาคม เดือน ๑๑ วันแม่แห่งชาติ
 ๒๔
สิงหาคม เดือน ๑๑ ทำบุญตักบาตรเที่ยงคืน เป็งปุ๊ด
 ๒๓
กันยายน เดือน ๑๒ เป็ง ตานหาผู้ล่วงลับ
 ๑๔
ตุลาคม เดือน เกี๋ยง ถวายสลากภัตต์วัดศรีนวรัฐ
 ๒๓
ตุลาคม เดือน เกี๋ยง เป็ง วันออกพรรษา
 ๓๑
ตุลาคม เดือน เกี๋ยง ตานผ้าพระเจ้า
 ๖
พฤศจิกายน เดือน เกี๋ยง ทอดถวายกฐินวัดศรีนวรัฐ
 ๒๑
พฤศจิกายน เดือน ยี่ เป็ง ประเพณียี่เป็ง ( ลอยกระทง )
 ๕
ธันวาคม เดือน ยี่ วันพ่อแห่งชาติ


1 เชิญร่วมสมทบทุนจัดซื้อรถชมวิว
2 ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพมหากุศลทำบุญสร้างพระอุปคุต
3 ร่วมทำบุญสร้างถวายธรรมาสน์สวดปฎิโมกข์
4 ร่วมทำบุญเนื่องในโอกาสพิเศษ
5 ร่วมทำบุญถวายน้ำปานะ
6 ทำบุญบำรุงค่าน้ำค่าไฟ
7 ร่วมทำบุญไถ่ชีวิตโค-กระบือ
8 ร่วมทำบุญทอดถวายกฐิน
9 ร่วมทำบุญสบทบทุนซื้อที่ดินถวายวัด
10 ร่วมทำบุญสร้างรถบุษบก
11 ร่วมทำบุญบูรณะและติดทองพระธาตุ
12 ร่วมทำบุญูบูรณะวิหารหลวง
13 ร่วมทำบุญสร้างศาลาบาตร
14 ร่วมทำบุญสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดศรีนวรัฐ
15 ร่วมทำบุญสร้างกุฏิสงฆ์
16 ร่วมทำบุญสร้างหอไตร
17 ประเพณีสรงน้ำพระพุทธรูปเจ้าสักคงตัน
18 ร่วมทำบุญโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน 2553
19 ถวายทุนการศึกษาแด่พระภิกษุสามเณร
20 มูลนิธิวัดศรีนวรัฐ









 วัดศรีนวรัฐ (ทุ่งเสี้ยว)
ตำบลบ้านกลาง  อำเภอสันป่าตอง  จังหวัดเชียงใหม่
โทร. ๐๕๓-๘๒๙๒๗๗








 
Copyright by Jai D D Media. All right Reserved : More Info. Call : 090-165-6195, 080-495-4299: lannatalk@gmail.com