ชื่อวัด : วัดพระธาตุดอยน้อย
 
เจ้าอาวาส : พระครูสาธุกิจจานันท์
 
ประวัติวัด และ กิจกรรม:

วัดพระธาตุดอยน้อย

ตำบลดอยหล่อ   อำเภอดอยหล่อ   จังหวัดเชียงใหม่

      โทร. 053-369279 , 081-883-9812

(คณะผู้จัดทำขอสงวนสิทธิ์ภาพและวีดิโอต่างๆ ในเว็บไซต์นี้  ห้ามมิให้ผู้ใดนำไปทำซ้ำ  ดัดแปลงหรือแก้ไข  เพื่องานอื่นใด
ยกเว้นได้รับอนุญาตจากทางคณะผู้จัดทำเท่านั้น  โทร. 090-1656195



ประวัติวัดพระธาตุดอยน้อย


          วัดพระธาตุดอยน้อย  ตั้งอยู่บนเขาลูกหนึ่ง  ทางทิศตะวันออกของถนนสายเชียงใหม่-ฮอด     ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๔๔ กม.  ตรงข้ามสำนักงานพัฒนาภาค ๓  หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจอมทอง  จะมีทางแยกเข้าไปถึงยอดดอย  ห่างจากถนนใหญ่  ประมาณ ๑,๕๐๐ เมตร  บนยอดดอยนั้นก็เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์     ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า  พระนางจามเทวีได้ทรงสร้างขึ้น  เมื่อครั้งที่เสด็จมาครองเมืองลำพูน  ตามคำเชิญของสุเทวฤาษี  ประมาณปี พ.ศ. ๑๒๐๑   เมื่อนับถึงกระทั่งปัจจุบันนี้ (พ.ศ. ๒๕๕๓) วัดพระธาตุดอยน้อยก็สร้างมาแล้วประมาณ ๑๓๕๒ ปี

ตำนานแห่งพระธาตุดอยน้อย





         ก่อนที่จะกล่าวถึงประวัติการสร้างพระเจดีย์  ที่วัดพระธาตุดอยน้อยนั้น   ขอเท้าความถึงประวัติความเป็นมาของพระนางจามเทวี    ถึงสาเหตุที่มาสร้างวัดดอยน้อยแห่งนี้  เพื่อให้ท่านได้ทราบและเข้าใจมากยิ่งขึ้น  จึงขอตัดเอาประวัติพระนางจามเทวี  เฉพาะทรงอำลาเจ้าพระยาผู้เป็นพระราชบิดา  แล้วออกเดินทาง  ทางเรือมาตามลำน้ำปิงเท่านั้นให้ท่านได้ทราบดังนี้....   เมื่อท่านพระฤาษีได้ทรงสร้างนครหรุญชัย (ลำพูน)  เสร็จแล้ว  ท่านพระฤาษีทั้งสองก็ได้ไปปรึกษากันเพื่อคัดเลือกหาผู้จะมาเป็นใหญ่มาปกครองอาณาประชาราษฎร์ในนครหริภุญชัยนี้  จึงได้ไปขอพระราชธิดาของพระเจ้าละโว้มหาราช (ลพบุรี)  มีพระนามว่า จามเทวี  มาปกครองนครหริ-
ภุญชัย  เมื่อพระเจ้าละโว้มหาราชได้ทราบจากพระฤาษี  ก็ได้ให้พระราชธิดาจามเทวีทรงตัดสินพระทัย  แล้วพระนางจามเทวี    จึงได้เสด็จขึ้นไปกราบทูลลาพระเจ้าละโว้มหาราช   กราบทูลขอพระพร  เพื่อให้เป็นสิริมงคลให้มีความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองในภายหน้าด้วยว่า  “ข้าแต่พระราชบิดาเป็นเจ้า  พระองค์มีความประสงค์ให้ข้าน้อยไปเป็นนางพญาอยู่เสวยราชสมบัติ  อยู่ในพระนครหนขุนน้ำโพ้นแท้  ข้าน้อยขอรับพระราชทานไปตามพระประสงค์ของพระราชบิดาในครั้งนี้  ด้วยความพอใจของลูกเป็นอย่างยิ่งหาที่สุดมิได้”

    แต่ทว่า  ข้าน้อยขอกราบพระราชทูลขอเอาสิ่งที่เป็นสิริมงคลไปด้วย  เพื่อประกอบกิจให้เป็นประโยชน์ในภายหน้า  เป็นต้นว่า
       ๑.    ข้าน้อยขอพระมหาเถระที่ทรงปิฎก 
              ประมาณ ๕๐๐ องค์
       ๒.    หมู่ผ้าขาวทั้งหลาย  ที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล ๕๐๐ คน
       ๓.    บัณฑิต  ๕๐๐ คน
       ๔.    หมู่ช่างสลัก  ๕๐๐ คน
       ๕.    ช่างแก้วแหวน ๕๐๐ คน
       ๖.    พ่อเลี้ยง ๕๐๐ คน
       ๗.    แม่เลี้ยง ๕๐๐ คน
       ๘.    หมู่หมอโหรา  ๕๐๐ คน
       ๙.    หมอยา ๕๐๐ คน
      ๑๐.    ช่างเงิน ๕๐๐ คน
      ๑๑.    ช่างทอง ๕๐๐ คน
      ๑๒.    ช่างเหล็ก ๕๐๐ คน
      ๑๓.    ช่างเขียน ๕๐๐ คน
      ๑๔.    หมู่ช่างทั้งหลายต่างๆ ๕๐๐ คน
      ๑๕.   พ่อเวียก (การงานหัวหน้าฝ่ายโยธา)  ทั้งหลาย
               ๕๐๐         คน
          เมื่อพระสุกกทันตเทวฤาษี  นายคะวะยะไปแล้ว   พระนางจามเทวีเข้าไปสั่งอำลาพระยา  แล้วก็นิมนต์พระมหาเถระเจ้าจำนวน ๕๐๐ รูป  และชาวช่างทั้งหลาย  อย่างละ ๕๐๐ คน  ลงเรือบัวรมวลแล้ว  เมื่อถึงเดือน ๑๒ แรม ๘ ค่ำ  วันอังคารของไทย  เต่าสง้าติถี ๒๓ ตัว  นาทีดิถี ๑๔ พระจันทร์จรณะเสด็จเข้าเที่ยวเทียมนักขัตฤกษ์ตัวถ้วน ๖  ชื่ออาฒเทวดา  ปรากฏในเมถุนวาโยราคีนาทีฤกษ์  ๒๔ ตัว  ยามตูดจ้าย  พระนางจามเทวีมีบริวารอันมาก  ก็ยาตราขึ้นมาตามกระแสน้ำแม่ระมิงค์  อันมีเจ้าสุกกทัตฤาษี   นายคะวะยะ
         หากมาแล้วก่อนนาแลยักษ์ทั้งหลาย ๑,๐๐๐ ตน  มีเทโดยักษ์เป็นประธาน  หากมาตามรักษา  นางก็ขึ้นมาตั้งเมืองหนึ่งชื่อพระบาง  แล้วขึ้นมาตั้งเมืองคนชิก  เมืองปุรรัฎฐะ  เมืองมุราณ  เมืองเทพบุรี  เมืองบางพละ  เมืองราเสียด   แล้วขึ้นมาถึงที่แห่งหนึ่งเป็นหาดเชี่ยวนัก  แห่งนั้นชื่อว่า “หาดเชี่ยว”  แล้วมาถึงที่หนึ่งผ้าเปียกชุ่มด้วยน้ำ  นางว่าแม่เลี้ยงทั้งหลายเอาผ้าออกตากเสียให้แห้งนั้นแล้ว  นางก็ตั้งเมืองนั้นให้ชื่อว่า  “เมืองตากแห้ง”  (ปัจจุบันคือ จ.ตาก)   แล้วขึ้นมาทีหนึ่ง  รี้พลโยธาทั้งหลาย  เป็นเอาเหงาหอดหิวนักจึงหื้อยั้งพักอยู่  แลพิจารณาในท้องแห่งกูนี้ (คือครรภ์)  จักเป็นฉันในวาจาอั้น  ส่วนว่ารัศมีพระอาทิตย์อันรวมด้วยรัศมีน้ำต้องตนนางและไปต้องท้องดอยนั้น  ปรากฏว่าเป็นรูปคนสามคน  คือว่ารูปแห่งนางและลูกแห่งนางอันมียังในท้อง ๒ คน  นางก็มีใจชื่นชมยินดียิ่งนัก  ที่นั้นได้ชื่อว่า “สามเงา”  หั้นแล  นางขึ้นมาถึงเกาะอันหนึ่งแล้ว  นางก็ได้อาบน้ำทาขมิ้นที่นั้นได้ชื่อว่า “เกาะขมิ้น”  และถัดมานั้นนางได้มาถึงระหว่างดอยที่สุดแห่งแก่งทั้งหลาย  ก็ได้มีหญิงผู้หนึ่งอันขึ้นมาด้วยกับนางก็มาเสียชีวิตเสียที่นั้น  นางก็ได้เลิกซากส่งสการหญิงผู้นั้นเสีย  นางก็มาดำหัวที่นั้นได้ชื่อว่า “แก่งส้มป่อย”  นางก็มาถึงที่แห่งหนึ่งยิ่งร้อนกระหายมากนัก  จึงให้คนเอาเรือไปจอดอยู่เงื้อมผา  อันหนึ่งมีใจอยากอาบน้ำ  เลยได้ชื่อว่า “ผานางอาบ”  ต่อมาจนเท่าทุกวันนี้แล  นางขึ้นมาถึงที่หนึ่งเห็นดอย  กั้งน้ำเสียเหมือนไปไม่ได้  นางใช้คนไปดูก็เห็นคลองเรือมีอยู่  พอเห็นดอยลัดขวางแม่น้ำอยู่  นางจึงให้ช่างแต้ม (วาด)  รูปช้างไว้ที่นั่นได้ชื่อว่า  “ผาแต้ม” หั้นแล
          นางมาถึงแก่งอันหนึ่งเป็นอันใหญ่เชี่ยวแรงนัก  ฟองน้ำอันไหลทุบตีกันและแตกเป็นดั่งพวงดอกไม้  อันท่านหากร้อยเป็นสร้อยเป็นสายงามนัก  จึงได้ชื่อว่า “แก่งสร้อย” นางจิ่งตกเอาเชือกฝ้ายกับลัวะทั้งหลาย  อันอยู่บริเวณที่นั้นทั้งมวล  เพื่อจักเอามาชักเรือขึ้นแก่ง  เมื่อนั้นลัวะทั้งหลายก็เริ่มร่วมกันฟั่นเชือกฝ้ายได้ ๔ เส้น  มาถวายหั้นแล  เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า “๔ เส้นสันกลางเป็น”  ลัวะต่อใหญ่ต่อหลวงกว่าลัวะทั้งหลายหั้นแล  นางชักเรือขึ้นพันเก่งนั้น  แล้วก็ก็ให้ตั้งเมืองที่นั่น  ชื่อว่า “เมืองสร้อย”  และนางคราจากที่นั่น  ขึ้นมาถึงที่หนึ่ง  เต่าปลาทั้งหลายเบียดกันนัก  นางจิ่งตั้งเมืองนั้นชื่อ “ปลาเต่าแล”  นางมาถึงที่หนึ่งราบเพียงงามใจพอนัก  จึงให้ตั้งบ้านอันหนึ่งริมแม่น้ำทรา  จึงเรียกว่า “บ้านทราแล”  นางขึ้นมาถึงที่หนึ่ง  ซึ่งเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรมานโปรดเวไนยสัตว์  พระพุทธเจ้าเหยียบก้อนหินหนึ่งไว้เป็นรอยพระบาท  เพื่อไว้เป็นที่กราบไหว้และบูชาแก่คนและเทวดาคณาทั้งหลาย  นางขึ้นมาถึงที่นั่น  แล้วไปสักการบูชานมัสการพระบาทเจ้าที่นั่น  นางก็ได้ตั้งชื่อเมืองนั้นว่า “ฮอด”  (ปัจจุบันคือ อ.ฮอด)  นางออกจาที่นั้นมา  จนถึงเมืองอังครัฎฐที่นั่น  น้ำไหลมาหาวังอันหนึ่งเป้นอันบ่ายอันเหงี่ยง  เอาเรือขึ้นก็สะแกงไป  จึงเรียกว่า “วังสะแกง”  หั้นแล


กำเนิดวัดพระธาตุดอยน้อย

      ในวันแรม ๑๒ ค่ำ  เดือนยี่  ปีมะเส็ง  พุทธศก ๑๒๐๑  พระนางจามเทวีพร้อมด้วยโยธาประชากร  เริ่มเข้าสู่เขตดินแดนหริภุญชัย  เนื่องจากลำน้ำระมิงค์ยามนี้ไหลเชี่ยวมาก  เมื่อขึ้นตามลำน้ำมาจะเห็นเนินข้างเขียวชอุ่ม  ก็ทรงอยากจะสร้างพระเจดีย์  จักได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  อันนำมาจากเมืองละโว้  ก็ปรึกษากับปวงชนทั้งหลายที่มาด้วยกัน  ต่างก็เห็นชอบด้วย  จึงให้นายพรานธนู  ผู้ที่มีความรู้ในทางไตรเพท  ตั้งสัจจะอธิษฐานยิงธนูเพื่อจักหาที่ประดิษฐานพระเจดีย์  เพื่อสถิตไว้ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุเจ้า  นายขมังธนูรับพระราชโองการแล้วก็ยิงธนู  ให้คนทั้งหลายตามดูยังที่ลูกธนูจักตก  ก็ปรากฏว่าลูกธนูตกลงยังดอยน้อย  ริมฝั่งแม่น้ำระมิงค์  จึงให้หยุดพักไพร่พล  ณ  สถานที่แห่งนั้น  และทรงให้คนทั้งมวลสร้างพระเจดีย์  ทำการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  และขนานนามที่นั่นว่า “ปะวีสิถะเจดีย์”  เมื่อวันเริ่มสร้างพระเจดีย์  ตรงกับวันขึ้น ๒ ค่ำ  เดือน ๓ ปีมะเส็ง  พุทธศักราช  ๑๒๐๑  พระองค์ทรงสร้างพระเจดีย์ทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  และสร้างพระพุทธรูปเท่าพระองค์  หมู่เศรษฐีที่ติดตามมา  ก็ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปไว้เป็นจำนวนมาก  พร้อมทั้งสิ่งของต่างๆ ที่มีค่า  ซึ่งนำมาจากเมืองละโว้  เป็นต้นว่า  แก้ว  แหวน  เงิน  ทอง  สิ่งของที่พระนางจามเทวีและเศรษฐีนำมาเข้าบรรจุไว้ในพระเจดีย์  แล้วได้ทรงสถาปนาให้ช่างก่อสร้างโขง  เพื่อบรรจุพระเครื่องรางของขลังต่างๆ แล้วก็สร้างพระพุทธรูปบรรจุไว้ในโขงแห่งนั้น  หันหน้าพระพักตร์ไปทางทิศทั้งสี่  ในคราวนั้นพระสงฆ์ที่เดินทางมากับพระนางจามเทวีก็ได้ทรงผูกพัทธสีมา  เพื่อทำกิจพระสงฆ์  ห่างจากพระเจดีย์ไปประมาณ ๕๐ เมตร  ก็สร้างพระเจดีย์แล้วเสร็จ  ในวันขึ้น ๘ ค่ำ  เดือน ๔  ปีมะเส็ง  พุทธศักราช ๑๒๐๑  ใช้เวลาในการก่อสร้าง ๑ เดือน  กับ ๖ วัน  เมื่อสร้างเสร็จแล้ว  จึงได้ทรงเฉลิมฉลอง ๓ วัน ๓ คืน  เสร็จแล้วนำเอาเครื่องราชสักการะต่างๆ พร้อมกับเครื่องแห่พระธาตุเจ้า  และสิ่งของที่ใช้กับพระธาตุเจ้า  นำเข้าเก็บไว้ในถ้ำ  แล้วได้โอกาสหยาดน้ำ  ให้ผ้าขาว ๔ ตน  คือ  ผ้าขาวเทียน ๑  ผ้าขาวตา ๑  ผ้าขาวคิม ๑  พร้อมกับลูกหลาน ๔ ครัว  กับบ้าน ๔ บ้าน  ทั้งนาและหนองพร้อมกับสิ่งของที่มีศรัทธานำมาถวายเจดีย์  ให้เป็นที่ของผู้อยู่อุปัฎฐากรักษาพระเจดีย์องค์นี้ไปตามประสงค์  ต่อจากนั้นก็เดินทางต่อไปครองเมืองหริภุญชัย (ลำพูน)







 
โบราณสถาน :
อภินิหารแห่งองค์พระธาตุ

          พระธาตุดอยน้อยนี้เคยปรากฏอภินิหารเป็นที่ปรากฏแก่ชนทั่วไปเสมอ  จนเป็นที่เลื่องลือทั่วๆ ไปว่าเป็นของวิเศษควรสักการบูชาเป็นอย่างยิ่ง   และเชื่อกันว่ามีขุมทรัพย์อยู่ภายในถ้ำ  ซึ่งยังไม่ทราบว่าปากถ้ำอยู่ตรงไหนเพราะถูกปิดมานานแล้ว   แต่เคยมีผู้พบเห็นรุกขเทวดาที่เฝ้ารักษาอยู่ที่นั้น    แสดงตัวปรากฏอยู่เสมอ
 สถานที่ดอยน้อยนี้   เดิมมีแต่พระเจดีย์และพัทธสีมาตั้งอยู่   แต่ไม่เคยมีวัดมาก่อนปรากฏตามศิลาจารึกของพระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่   ซึ่งมีอยู่ที่วัดพระธาตุดอยน้อยนี้ว่า “พระเจดีย์นี้พระนางจามเทวีทรงสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ซึ่งพระนางได้อัญเชิญมาจากเมืองละโว้ (ลพบุรี)  ”พระเจดีย์นี้ถือกันว่ามีอภินิหารศักดิ์สิทธิ์มาก  เพราะถึงแม้ในเวลาที่ไม่มีใครอยู่รักษา   ก็ไม่เคยถูกผู้ใดทำลายให้เสียหายไป...
      ครั้งหนึ่งเมื่อตนเองยังหนุ่มได้เคยไปแอบนอนที่วัดพระธาตุดอยน้อยตั้งหลายวัน    เพื่อพยายามขึ้นเจาะพระเจดีย์   แต่ก็ไม่สามารถทำได้   เพราะถ้าขึ้นไปในเวลากลางวันก็จะมีฝูงนกกาเป็นจำนวนมากมาบินวนเวียนบ้างก็ร้อง  บ้างก็ทำท่าจิก    ถ้าขึ้นไปในเวลากลางคืนก็จะได้ยินเสียงคนคุยกันเดินขึ้นดอยมาแต่ก็ฟังไม่ได้ศัพท์   เมื่อลงมาถึงก็ไม่เห็นมีใครอีก   ...ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ๑๐ กว่าปีมานี้    มีผู้ร้ายขึ้นไปบนพระเจดีย์เพื่อทำการขุดเจาะพระเจดีย์    แต่พอลงมือเจาะเท่านั้นก็มีฝูงนกนับร้อยมาบินวนเวียน  บ้างก็จิกเอา  บ้างก็ร้องให้สัญญาณแก่ชาวบ้านใกล้เคียง   เมื่อชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ประหลาดนี้   จึงพากันขึ้นไปบนดอยเห็นผู้ร้ายนั่งอยู่บนเจดีย์    จึงเรียกลงมาจับตัวไว้    แต่เพราะผู้ร้ายยังไม่ได้เอาอะไรจึงปล่อยตัวไป

          พัทธสีมาที่อยู่รอบอุโบสถมีเหลือแต่ฐาน  มีหินสีมาล้อมรอบอยู่เป็นปกติดี   ตามเดิมสันนิษฐานว่าคงสร้างในคราวเดียวกันกับพระเจดีย์   เพราะปรากฏว่าเมื่อครั้งพระนางจามเทวีเสด็จมาก็มีพระสงฆ์ตามมาด้วยเป็นจำนวนมาก    เมื่อพักแรมที่ใดนานก็คงผูกพัทธสีมาขึ้นเป็นที่ทำสังฆกรรม   และพัทธสีมานี้ก็สร้างแปลกกว่าที่อื่นๆ คือทางหลังใช้หินทำเป็นรูปท้ายเรือฝังลึกลงไปในฐานอุโบสถประมาณ ๓ ศอก   ด้านหน้าใช้ศิลาจารึกปักเขียนไว้คล้ายหัวเรือ   ซึ่งเมื่อครั้งบูรณปฏิสังขรณ์ พ.ศ. ๒๔๗๕   ท้ายเรือยังมีปรากฏอยู่กว้างประมาณ ๒ ศอก   หนาประมาณคืบเศษ    แต่แตกออกจากกันเป็นหลายชิ้น   โดยถูกผู้ร้ายขุดแล้วเอาไปเผาไฟจึงได้เก็บรวบรวมฝังไว้ในอุโบสถเสีย    เพราะในเวลานั้นยังไม่มีการนิยมกันในเรื่องโบราณวัตถุ  ส่วนหัวเรือนั้นในเวลานี้ได้ย้ายไปตั้งไว้ที่ลานพระเจดีย์    เนื่องจากข้อความในศิลาจารึกนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจดีย์

           หลักฐานที่ยืนยันให้สันนิษฐานอีกแห่งหนึ่งคือ   สำนักสงฆ์ที่ตั้งอยู่เชิงดอยทางทิศเหนือ    ห่างจากพระเจดีย์ประมาณ ๔ เส้น    ที่สำนักสงฆ์นี้มีซากกุฏิซากวิหารมีพระพุทธรูปทั้งใหญ่และเล็กหลายสิบองค์   ล้วนเป็นศิลาทั้งสิ้นต่อจากสำนักสงฆ์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๓ เส้น(บริเวณทุ่งนาปัจจุบันนี้)เคยได้รับคำบอกเล่าจากคนสูงอายุซึ่งได้เคยเห็นมาว่าเป็นบ้านร้างแต่ไม่ทราบว่าเป็นบ้านของใครสันนิษฐานว่าคงเป็นที่ประทับแรมของพระนางจามเทวี  สร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อทรงสร้างพระเจดีย์นั่นเอง   เพราะมีหลักฐานสำคัญอยู่ในบริเวณนั้นคือ  มีบ่อน้ำเล็กๆ ลึกประมาณ ๓ ศอก   มีน้ำเต็มเปี่ยมอยู่เสมอทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง   แต่ไม่มีใครนึกว่าสำคัญแต่ประการใด ต่อมาภายหลักจึงได้ปรากฏว่าเป็นบ่อน้ำสำคัญ  เพราะมีทองคำอยู่ในนั้นมาก   ปรากฏตามข้อความในลายแทงว่า “ที่สุมสามเส้ามีทองคำอยู่สามลูกลูกที่หนึ่งหนักหนึ่งหมื่นเมื่อผู้ใดประสงค์จะเอาให้ทำพิธีกรรมคือแต่งขันข้าว ๔ ขันมีปลาปิ้ง ๔ ตัวเทียนเล่ม ๔ บาทดอกไม้ขาว ๔ ดอกทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พระฤาษี ๔ ตนเสียก่อนแล้วจึงนำออกมาได้เมื่อนำออกมา  แล้วให้จำหน่ายปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ให้สิ้น ๑ ลูกแล้วจึงนำเอา ๒ ลูกที่เหลือไปตามความประสงค์”   ตามข้อความที่ปรากฏนั้นแสดงว่าบ้านร้างนี้   เป็นสถานที่ประทับแรมของพระนางจามเทวีจริง   ส่วนคำว่า “สุมสามเส้า” นั้นเพียงแต่รู้ๆ และเล่าสืบต่อกันมาเท่านั้นแต่ไม่มีใครทราบว่าอยู่ ณ ที่ใด    ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐   มีพวกนักขุดหาของใต้ดินรู้เรื่องนี้   จึงได้ไปตรวจดู    พบบ่อน้ำและทองคำจริงๆ จึงผลัดกันลงไปดึงเอาลูกทองคำออกจากที่   แต่ดึงออกไม่ได้    เพราะทองคำนั้นวางอยู่ในแอ่ง  โดยมีหินลูกใหญ่ประมาณผลส้มเกลี้ยง ๓ ลูกวางเป็นเชิงรองไว้แล้วเอาหินใหญ่อีกก้อนหนึ่งวางทับไว้บนเชิงนั้น    ลูกทองคำนั้นก็ใหญ่กว่าเชิงจึงนำออกมาไม่ได้  เมื่อนักขุดพยายามจนสุดความสามารถก็ไม่สามารถนำออกมาได้  จึงช่วยกันตักน้ำออกจากบ่อ  แต่จะพยายามเท่าใดน้ำก็ไม่แห้ง  จึงหาวิธีใหม่โดยคิดจะงัดเอาหินที่ทับไว้ข้างบนนั้นออก  จึงพากันไปยืมชะแลงที่บนวัด  โดยโกหกเจ้าอาวาสว่ามารับจ้างขุดเหมืองที่เชิงดอยนี้  แต่เจ้ากรรมไปโดนใส่หินก้อนใหญ่เข้าจึงจำเป็นต้องใช้เหล็กชะแลงงัดจึงจะได้   ฝ่ายเจ้าอาวาสก็ได้ให้ไปตามความประสงค์  เมื่อได้แล้วจึงนำไปงัดหินแต่พอเอาเหล็กชะแลงงัดเท่านั้น   หินที่รองอยู่ข้างล่างก็ถล่มลงไปทันทีพร้อมกับเสียงดังครึกๆ ทำเอาพวกนักขุดตกใจอกสั่นขวัญหนีพากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
          นอกจากบ่อน้ำสำคัญนี้แล้วตามประวัติที่เล่าสืบต่อกันมามีอยู่ว่า  พื้นที่ดอยน้อยนี้มีถ้ำใหญ่  ซึ่งพระนางจามเทวีได้เอาเครื่องราชูปโภคเช่น  พาน  ถาดทองเหลือง  เป็นต้น   บรรจุไว้เป็นจำนวนมาก   เมื่อชาวบ้านจะทำบุญกันก็จะไปยืมของในถ้ำมาใช้เสมอ   เมื่อนานไปของที่นำไปใช้นั้นก็หายบ้าง  ไม่ส่งคืนบ้าง  ฝ่ายพระสงฆ์พิจารณาเห็นว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้สืบไปของในถ้ำก็จะสูญหายไปหมดสิ้น  จึงได้นำก้อนหินมาปิดปากอย่างมิดชิด  ไม่ให้คนภายหลังได้สังเกตเห็น...  เรื่องถ้ำนี้แม้จะเป็นเรื่องเล่าปรัมปรามาเป็นร้อยๆ ปีแล้วก็ตาม   แต่มีหลักฐานพิสูจน์ให้น่าเชื่อถืออยู่คือ   ตรงที่ปิดปากถ้ำนั้นประมาณ ๒๐-๓๐ ปีเทพารักษ์จะนำสิ่งของมาวางให้เห็นสักครั้งหนึ่ง   เป็นหีบใบใหญ่   ผู้เขียนเองก็เคยได้ทราบเรื่องนี้มาบ้างแล้วเหมือนกัน  คือก่อนผู้เขียนจะมาอยู่วัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒  ได้เดินรุกขมูลมาพักที่วัดนี้  พวกชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเวลาเย็นวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้  สามพี่น้องซึ่งอยู่บ้านเชิงดอยนี้  พากันไปต้อนฝูงโคและได้พบหีบใหญ่สูงประมาณ ๒ ศอกลงรักปิดทอง  รูปร่างเหมือนหีบที่คนโบราณทำใส่พระคัมภีร์  ตั้งอยู่ที่ปากถ้ำ  แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้สนอะไรนักต่อมาเมื่อผู้เขียนได้มาอยู่ที่วัดนี้แล้ว   พระอธิการมูล   วัดดอยหล่อ   ซึ่งย้ายขึ้นมาอยู่ร่วมกันกับผู้เขียน   ท่านเล่าให้ฟังว่าเมื่อท่านเป็นเณรรุ่นใหญ่อยู่วัดดอยหล่อ   เมื่อกลางฤดูพรรษาท่านและเพื่อนๆ ได้ขึ้นมาซ่อมแซมวิหารและศาลาบาตรที่ชำรุดเสมอๆ   มีอยู่คราวหนึ่งได้เดินผ่านไปทางปากถ้ำคนเดียว  พบหีบใบใหญ่ลงรักปิดทองเป็นลวดลายตั้งอยู่ระหว่างต้นไม้    ทันใดนั้นรู้สึกกลัวไม่กล้าเข้าไปใกล้  จึงจำที่หมายไว้แล้วชวนเพื่อนมาดูแต่ปรากฏว่าหีบนั้นได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว
           สำคัญอีกอย่างหนึ่ง   นอกจากถ้ำนี้แล้ว   ที่ท้องแม่น้ำปิงตรงหน้าอุโบสถนั้นเ  ป็นวังลึกประมาณ ๑๐ ศอก   ในวังน้ำนั้นมีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งขนาดเท่าบาตรลักษณะกลมมีลายเป็นจุดๆ   พื้นขาวจุดดำ  เรียกกันว่า   “หินคัน”  เพราะเมื่อใครไปถูกเข้าจะเกิดเป็นตุ่มคันเกิดขึ้นทั้งตัว  คันจนทนไม่ไหว  ผู้ที่คันจะต้องไปนอนเกลือกกลิ้งทรายร้อนสักครู่จึงจะหายคัน   ผู้เขียนได้พยายามหาความชำนาญในเรื่องนี้อยู่เป็นเวลานาน  จึงทราบว่าหินคันนี้ทำขึ้นจากอำนาจเวทมนต์   ข้างในมีแผ่นตะกรุดเป็นแผ่นทองคำ  กว้าง ๔ นิ้ว   ทำไว้สำหรับกลบทับของดีๆ เช่น   เพชรนิลจินดา  เป็นต้น   ถ้าใครมีวิธีแก้แล้วก็จะไม่คัน   อนึ่งการที่ผู้เขียนสามารถบอกลักษณะของหินคันได้โดยละเอียดเช่นนี้   เป็นเพราะท่านครูบาศรีวิชัย   วัดดอยหล่อ   เคยเล่าให้พระอธิการมูลทราบ   ท่านเล่าให้ฟังว่า  ขณะที่ท่านเป็นสามเณรรุ่นใหญ่  ได้รับฟังเรื่องหินคันนี้   จึงได้ชักชวนท่านครูบาธนัญชัย   วัดทุ่งท้อ   ซึ่งเป็นเณรรุ่นเดียวกัน   เอาผ้าพันเเขนทั้งสองข้างไว้  แล้วดำลงที่เขาชี้บอก  พยุงเอาหินคันขึ้นมาพ้นผิวน้ำ   พอได้เห็นเท่านั้นก็ต้องปล่อยเพราะทนคันไม่ไหว

การบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์

       เมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๙ พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ (พระเมืองแก้ว)     ได้คันพบตำนานพระเจดีย์ของพระนางจามเทวีซึ่งพระเจดีย์ในขณะนั้น    ได้ปรักหักพังลงเหลือแต่ฐานล่าง    จึงได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์  และโปรดให้จารึกตัวอักษรที่แผ่นศิลาทั้งสองด้าน (เรียกว่า ตัวฝักขาม)  ข้อความในศิลาจารึกนั้น    ได้กล่าวเท้าความถึงพระนางจามเทวี   ได้มาสร้างพระเจดีย์  บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและขนานตามเขาลูกนี้ว่า   สุวัณณะจุลละคีรี   คำว่า  สุวัณณะจุลละคีรี   แปลว่า   ภูเขาทองน้อย  แต่คำว่าทองหรือทองคำ   ทางเมืองเหนือเรียกสั้นๆ ว่า  คำ  ฉะนั้น  สุวัณณะจุลละคีรี   หากจะแปลอย่างเมืองเหนือก็ว่า   ดอยคำน้อย    แต่คำนิยมเรียกสั้นๆ ว่า   ดอยน้อย
          เมื่อสร้างแล้วเสร็จ   พระนางก็โปรดให้ผ้าขาว ๔ ตนพร้อมด้วยครอบครัว   เป็นผู้คอยเฝ้ารักษาและบำรุงพระธาตุ    แล้วจึงเสด็จไปครองเมืองหริภุญชัย    ส่วนข้อความตามที่ผู้จารึกระบุไว้ว่า     จารึกไว้เมื่อวันพุธแรม ๔ ค่ำเดือน ๑๑ ปีขาล   ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าเมกุฏีสุทธิวงศ์(ขึ้นครองราชย์ในระหว่างปี พ.ศ. ๑๐๙๔-๒๑๐๖ ซึ่งเป็นปลายสมัยลานนาเป็นเอกราช    หลังจาก พ.ศ. ๒๑๐๖ แล้ว    ลานนาไทยก็ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าโดยสิ้นเชิง)    พระองค์ทรงเห็นว่า   พระธาตุดอยน้อยชำรุดทรุดโทรมลง    เมื่อพิเคราะห์ดูตามตำนาน   ก็ทรงทราบว่าพระนางจามเทวีทรงสร้างไว้    จึงโปรดให้ขุนดาบเรือนมาทำการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้น    เมื่อทำการบูรณะเสร็จแล้วจึงได้สืบหาตระกูลุปัฏฐากพระเจดีย์ที่สืบสายโลหิต   มาจากผ้าขาวทั้ง ๔ ตน    ที่พระนางจามเทวีทรงตั้งไว้   ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ ๒๒ ครัวเรือน   จึงพระมีพระแสรับสั่งให้บุคคลเหล่านั้นเป็นผู้อุปัฏฐากพระเจดีย์สืบไป  ให้รักษาพระเจดีย์ตลอดจนบริเวณอย่าให้รกรุงรัง   ส่วนสิ่งของต่างๆ ที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายบูชาพระเจดีย์    ให้เป็นของแก่บุคคลเหล่านั้นทั้งสิ้น     แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลาหลายร้อยปีองค์พระเจดีย์ก็ทรุดโทรมลงอีกตามกาลเวลา
มื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ท่านครูบามหาวรรณเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองได้เป็นประธานบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่งแต่ไม่สำเร็จทำขึ้นไปได้แค่ปากขันหงายเท่านั้นส่วนจะมีเหตุขัดข้องประการใดนั้นไม่ปรากฏ
          เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๔๐    ครูบาศรีวิชัย   วัดดอยหล่อ,    ครูบาชมพู   วัดสองแคว    และครูบาธนัญชัย  วัดทุ่งท้อ     พร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์จนสำเร็จ    ต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๔๔
มีทายกผู้หนึ่งชื่อว่า   น้อยคันธิยะ    อยู่บ้านดงก้อมได้พร้อมกันกับชาวบ้าน    สร้างวัดขึ้นที่ม่อนฤาษี    โดยรับเป็นศรัทธาสร้างวิหารแต่ผู้เดียว    เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วได้นิมนต์พระสงฆ์ไปจำพรรษาอยู่ได้สองพรรษา   ชาวบ้านก็ได้พากันโยกย้ายวัด   โดยมิได้บอกให้ทายกผู้นั้นทราบแต่อย่างใด    ทายกผู้นั้นจึงได้มอบถวายวิหารที่ตนสร้างนั้นให้แก่ครูบาศรีวิชัย    วัดดอยหล่อ  เพื่อขอให้นำมาสร้างที่วัดพระธาตุดอยน้อยนี้   ครูบาศรีวิชัยจึงได้ชวนชาวบ้านไปรื้อและขนมาสร้างตามเจตจำนง
          พ.ศ. ๒๔๕๓    ครูบาศรีวิชัย     ไปเป็นประธานสร้างกำแพงล้อมรอบพระเจดีย์    และสร้างศาลาบาตรไว้ด้านเหนือพระเจดีย์  ๑ หลังด้านใต้ ๑ หลังเพื่อให้เป็นที่พำนักของผู้ไปทำบุญ
สำหรับส่วนที่ก่อเป็นรูปคล้ายพระเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวิหารสามมุกนั้นเรียกว่า   "โขง"   เข้าใจว่าเป็นโขงสำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป  เพราะคนสูงอายุได้เห็นมา   และเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า  รูปเดิมเป็นสี่เหลี่ยมยกฐานขึ้น   จากพื้นดินนิดหน่อย    มีโขงสี่ด้านสันนิษฐานว่า    คงสร้างขึ้นในคราวเดียวกันกับพระเจดีย์  เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับพระฤาษีทั้ง ๔ ตนอยู่ทั้ง ๔ ทิศใครอยู่ทิศใดก็สร้างพระพุทธรูปในโขง  ให้หันพระพักตร์ไปทิศนั้น   แม้เรื่องการทำพลีกรรมในการที่จะเอาทองคำออกจากบ่อน้ำ  ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ปรากฏว่าให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่พระฤาษีทั้ง ๔ ตนก่อน
          ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔  ครูบาศรีวิชัย    วัดดอยหล่อ   ได้ให้รื้อแล้วก่อใหม่แต่นายช่างผู้รับเหมาก่อสร้าง  ได้ทำให้ผิดรูปเดิมไปเลย   สภาพของวัดดอยน้อยก่อนที่ยังไม่เกิดเป็นวัดนั้นเป็นป่าไม้  รวกบ้าง ไม้ยืนต้นบ้าง   อยู่หนาทึบ เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าเช่น  เสือ  ลิง  นกยูง  เป็นต้น  เนื่องจากไม่มีใครอยู่ประจำ  ต่อเมื่อคราวเทศบาลประเพณีจึงมีการแผ้วถางบริเวณพระเจดีย์และทางขึ้นดอยกันครั้งหนึ่ง
           เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔   พระอธิการมูลวัดดอยหล่อ   ได้พาพวกศรัทธาชาวบ้านมาแผ้วถางที่บริเวณพัทธสีมา   และสร้างโรงอุโบสถชั่วคราวขึ้น   แล้วอาราธนาท่านครูบาอินทจักร   วัดน้ำบ่อหลวง  ซึ่งในเวลานั้นท่านกำลังเดินรุกขมูลอยู่ในเขตอำเภอแม่ริมให้มาเป็นประธานสงฆ์   เข้าปริวาสกรรม  คณะศรัทธาชาวบ้าน   ได้ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องการที่จะบูรณปฏิสังขรณ์   โรงอุโบสถที่วัดพระธาตุดอยน้อยนี้หลายครั้ง   ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะร่วมมือกันบูรณปฏิสังขรณ์โรงอุโบสถถาวรขึ้น   ฉะนั้นเมื่อเข้าปริวาสกรรมเสร็จแล้ว    ก็เริ่มลงมือทำกัน  โดยแรงงานสามัคคี    ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์  ทำอยู่ประมาณ ๑,๑๐๐ รูปี    เมื่อได้บูรณปฏิสังขรณ์โรงอุโบสถขึ้นแล้ว   ก็จำเป็นต้องมีผู้อยู่ดูแลรักษา   ท่านครูบาอินทจักร  ผู้เป็นประธานในการปฏิสังขรณ์   จึงให้ท่านพระอธิการ   มูลวัดดอยหล่อ  ย้ายขึ้นมาอยู่ร่วมกันกับพระคัมภีโร    ซึ่งเดินรุกขมูลมาพร้อมกับท่านพระครูบาอินทจักร   ให้อยู่ดูแลรักษา   โดยให้รวมเป็นสำนักเดียวกัน กับวัดดอยหล่อ   เพราะฉะนั้นวัดพระธาตุดอยน้อยจึงรวมชื่ออยู่วัดดอยหล่อ   ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ตราบจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๘   ทางคณะสงฆ์จึงให้แยกเป็นคนละวัด

          อนึ่งเมื่อพระอธิการมูล   ได้ย้ายมาอยู่วัดพระธาตุดอยน้อยนี้แล้ว ก็ได้พร้อมใจกันทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์   ไปอาราธนาเอาพระบรมธาตุ   ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดดอยหล่อ   ขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุดอยน้อย   โดยมีความเห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง
            พ.ศ. ๒๕๒๗ พระอธิการอุดม   อานันโท    ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในปัจจุบัน เห็นว่าพระเจดีย์มีรอยร้าวหลายแห่ง    ปูนขาวที่ฉาบอยู่ก่อนหมดอายุ ก็ได้กะเทาะออก   ทำให้ต้นไม้และหญ้าขึ้น   จึงได้เจริญพรขอแม่จันทร์ฟอง ซึ่งอยู่ที่นันทารามเชียงใหม่    มาเป็นเจ้าภาพในการบูรณะพระเจดีย์ กำแพงล้อมรอบพระเจดีย์ศาลาบาตรด้านใต้พระเจดีย์การบูรณะ   ในครั้งนี้ได้ใช้หลักการก่อสร้างสมัยใหม่เข้ามาประกอบ เพื่อจะให้พระเจดีย์ถาวรยิ่งขึ้น  โดยเทคอนกรีตเสริมเหล็กยึดฐานล่างๆ ก่อสร้างให้สวยงาม  แล้วเซาะปูนขาวออกเอาปูนซีเมนต์เข้าฉาบแทน   ทำสีใหม่ทั้งองค์ เมื่อเสร็จแล้วก็ทำสัปทนทองเหลืองใส่สี่มุมเจดีย์อีกด้วย ซึ่งงบประมาณในการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ประมาณ   ๕๐๐,๐๐๐ บาท
         พ.ศ. ๒๕๓๔   บูรณะวัดร้างเชิงดอยทิศเหนือของวัด   ให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม   โดยการก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม     กุฏิวิปัสสนากรรมฐาน ๕ หลัง     สิ้นทุนทรัพย์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
           พ.ศ. ๒๕๓๗    การบูรณะพระธาตุ   รอการลงลักปิดทอง    แต่เกิดแผ่นดินไหวฝนตกหนัก   ทำให้พระธาตุทรุดร้าว   จำเป็นที่จะต้องรื้อทองจังโกออกเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ โดยใช้คอนกรีตเสริมเหล็กทั้งองค์โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือเป็นองค์ประธานในการบูรณะ    พระครูสาธุกิจจานันท์ (พระครูอุดม อานันโท)    เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยน้อย   เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับข้าราชการอำเภอดอยหล่อ   ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปกรที่ ๖   เชียงใหม่    ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค ๓
           พ.ศ. ๒๕๔๖     พระครูสาธุกิจจานันท์     เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยน้อย     ได้ปรึกษาหารือกับอุบาสกอุบาสิกา    เพื่อที่จะสร้างยอดฉัตรทองคำประดิษฐานไว้บนเจดีย์   เพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นมหามงคลอันยิ่งใหญ่    ต่างก็เห็นพ้องต้องกันที่จะร่วมกันสร้างขึ้น จึงได้รวบรวมปัจจัยและทองคำเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจึงได้จัดทำยอดฉัตรทองคำขึ้น   โดยช่างฝีมือทำทองแบบโบราณ และได้ทำการยกยอดฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐาน    ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖


ประวัติพระบรมสารีริกธาตุวัดพระธาตุดอยน้อย
      พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่วัดพระธาตุดอยน้อยนี้   มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว   สีดอกพิกุลแห้ง   ปัฏฐานกลมเกลี้ยงซึ่งได้อัญเชิญมาจากวัดพระธาตุศรีจอมทองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗    โดยท่านครูบาศรีวิชัยได้ขอกับท่านครูบามหาวรรณไว้   เพราะในขณะนั้นวัดพระธาตุศรีจอมทอง   มีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่สององค์ด้วยกัน   คือ  เป็นของเดิมองค์หนึ่ง  และเป็นของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า  นำมาประดิษฐานไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗   อีกองค์หนึ่ง  ต่อมาครูบาศรีวิชัย   จึงให้พระปวนพรหมเสโน  สามเณรแสนเรือนป้อม   และสามเณรจู  ไปรับพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง  ท่านครูบามหาวรรณจึงถือโอกาสให้พระยาพิชัย (ขณะนั้นเป็นกำนัน)  มอบพระบรมสารีริกาตุให้กับพระเณรที่วัดดอยหล่อ
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ ทางคณะสงฆ์ให้แยกวัดดอยหล่อและวัดพระธาตุดอยน้อยเป็นคนละวัด   อนึ่งเมื่อพระอธิการมูล  ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดพระธาตุดอยน้อยนี้แล้ว   ก็ได้พร้อมใจกันทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์  ไปอาราธนาเอาพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดดอยหล่อขึ้นมาประดิษฐานที่วัดพระธาตุดอยน้อยโดยมีความเห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง
          อนึ่งวัดพระธาตุดอยน้อยเคยมีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุตั้งแต่ในอดีตกาลมาแล้ว   เมื่อถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ เหนือ (๖ ใต้) พุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศก็ได้พากันมากราบนมัสการพระธาตุดอยน้อยแห่งนี้   เมื่อยังไม่ได้บูรณะขึ้นเป็นวัด  ทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายก็ตกเป็นของข้าพระธาตุ  ที่พระนางจามเทวีทรงตั้งขึ้น   ต่อมาภายหลังทางเจ้าอาวาสวัดดอยหล่อจึงนำเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปบูรณะวัดทั้งสอง  คือ  วัดดอยหล่อและวัดพระธาตุดอยน้อย (ขณะนั้นยังไม่ได้แยกวัด)
          ปัจจุบันวัดพระธาตุดอยน้อยก็ได้เอาวันเพ็ญ ขึ้น๑๕ ค่ำเดือน ๘ เหนือเป็นงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุหรืองานประจำปีของวัดตามที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่อดีตกาล


             ปัจจุบันวัดพระธาตุดอยน้อยก็ได้เอาวันเพ็ญ ขึ้น๑๕ ค่ำเดือน ๘ เหนือเป็นงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุหรืองานประจำปีของวัดตามที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่อดีตกาล

              ปัจจุบันวัดพระธาตุดอยน้อยมี   พระครูสาธุกิจจานันท์    ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส   และเจ้าคณะตำบลดอยหล่อ เขต ๒    ท่านพระครูได้พัฒนาวัดและรักษาศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของวัดมาโดยตลอด    และยังมีความสามารถทางด้านอักษรล้านนา   และความชำนาญการด้านนวกรรมและประติมากรรมทางพระพุทธศาสนาเชิงอนุรักษ์   เช่น    การลงรักปิดทอง     การทำฉัตร    เป็นต้น

              ทั้งนี้ที่วัดดอยน้อยโดยพระครูสาธุกิจจานันท์     ยังรับทำ    ออกแบบ     หรือให้คำปรึกษาในงานทางด้านลงรักปิดทององค์พระธาตุเจดีย์    หรืออื่นๆและยังรับทำฉัตร  อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของทางภาคเหนือ    เพื่อร่วมสืบสานประติมากรรมทางพระพุทธศาสนาไว้อีกทางหนึ่งด้วย

              วัดพระธาตุดอยน้อย: ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 053-369279 , 081-883-9812

รียบเรียงข้อมูลโดย: พระครูสาธุกิจจานันท์
เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยน้อย



ศูนย์อนุรักษ์และสืบสานศิลปะการทำฉัตรล้านนา
วัดพระธาตุดอยน้อย

งานรับทำฉัตรล้านนาภายในวัดพระธาตุดอยน้อย
โดยการนำของท่านพระครูสาธุกิจจานันท์
พื่อร่วมสืบสานศิลปะของล้านนา

 โดยวัดใดหรือท่านใดสนใจสั่งทำ หรือศึกษาดูงาน
ติดต่อได้ที่
วัดพระธาตุดอยน้อย ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่

โทร 053-369279,081-883-9812



พระครูสาธุกิจจานันท์    กับสถานีวิทยุชุมชน FM ๘๘.๗๕ MHZ
สภาวัฒนธรรมอำเภอดอยหล่อ
********
            สถานีวิทยุ FM ๘๘.๗๕ MHz    เป็นสถานีวิทยุชุมชน    ตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๑๔๕ หมู่ที่ ๑๑ วัดพระธาตุดอยน้อย   ตำบลดอยหล่อ   อำเภอดอยหล่อ    จังหวัดเชียงใหม่   จัดตั้งขึ้นโดยสภาวัฒนธรรมอำเภอดอยหล่อ    ซึ่งดำเนินการก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙   ได้ทำพิธีเปิดสถานีวิทยุ และส่งกระจายเสียงอย่างเป็นระบบ   เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม  ๒๕๕๐   ภายใต้ปรัชญา “คลื่นสีขาว เพื่อชาวประชา เอฟเอ็ม ๘๘.๗๕ เมกกะเฮิร์ส สภาวัฒนธรรมอำเภอดอยหล่อ” ดำเนินการเป็นสถานีวิทยุชุมชนโดยไม่มีการหาผลกำไรในทางพาณิชย์   ประกอบกับเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา   โดยเริ่มต้นตั้งแต่    การก่อตั้งที่มีส่วนร่วมของหลายฝ่าย   โดยเฉพาะคณะสงฆ์อำเภอดอยหล่อ     ซึ่งเจ้าคณะอำเภอดอยหล่อ    ได้มอบหมายให้ พระครูสาธุกิจจานันท์ (เจ้าคณะตำบลดอยหล่อ เขต ๒ สมัยนั้น)    เป็นผู้แทนคณะสงฆ์ในการดำเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุร่วมกับสภาวัฒนธรรมฯ โดยให้สภาวัฒนธรรมฯ   เป็นผู้ที่ขอดำเนินการ    และได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์อำเภอดอยหล่อ    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   หน่วยงานราชการ   พ่อค้า  ประชาชน ในอำเภอดอยหล่อ    และพระครูสาธุกิจจานันท์ เป็นผู้สนับสนุนในด้านอาคาร   สถานที่   วัสดุ อุปกรณ์   ครุภัณฑ์ต่าง ๆ    และอำนวยความสะดวกทุกอย่างในการก่อตั้งสถานีวิทยุจนถึงปัจจุบัน


            พระครูสาธุกิจจานันท์    ในฐานะรองเจ้าคณะอำเภอดอยหล่อ    ดูแลงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา   ทั้งยังเป็นพระธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนา   ประจำอำเภอดอยหล่อ    จึงได้ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายให้ธรรมะ   ทั้งได้จัดบุคลากร   พระภิกษุ   สามเณรในวัดและในอำเภอ  ให้เป็นผู้ดำเนินรายการเผยแผ่พระพุทธศาสนา     ออกอากาศกระจายเสียงในรายการของสถานีวิทยุ FM ๘๘.๗๕ MHz   คือ   ในช่วงเวลาเปิดสถานีประจำวันในช่วงเช้า   เวลา ๐๕.๐๐ - ๐๘.๐๐น. รายการธรรมะรับอรุณ   และเวลา ๑๙.๐๐ - ๒๑.๓๐ น. รายการอู้จ๋าภาษาธรรม    เป็นประจำทุกวัน    และรายการมรดกธรรมพื้นเมือง  ในวันเสาร์ อาทิตย์  เวลา ๐๘.๐๐ - ๐๙.๐๐ น. รวมถึงได้จัดกิจกรรมวัฒนธรรมพื้นบ้านเกี่ยวกับวิถีชีวิต    เนื่องด้วยพระพุทธศาสนา   เช่น  การขับลำนำซอ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา,    การสืบชะตาทำบุญวันเกิดสถานีเป็นพระจำทุกปี,  การจัดธรรมะสัญจรถ่ายทอดสดกระจายเสียงนอกสถานที่,  ทำบุญตานก๋วยสลาก,   กิ๋นอ้อผญ๋าภูมิปัญญาล้านนา   เป็นต้น   นับได้ว่าพระครูสาธุกิจจานันท์   คือผู้ที่เป็นกำลังหลักในการก่อเกิดและขับเคลื่อนสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม ๘๘.๗๕ เมกกะเฮิร์ส    คลื่นสีขาว เพื่อชาวประชา สภาวัฒนธรรมอำเภอดอยหล่อ ให้ดำเนินการไปได้ด้วยดีจนถึงปัจจุบัน




ครั้งแรกใน จังหวัดเชียงใหม่

ขอเชิญร่วมทำบุญทอดกฐินประจำตระกูล  ทำบุญอุทิศให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ
ณ  วัดพระธาตุดอยน้อย  ตำบลดอยหล่อ  อำเภอดอยหล่อ  จังหวัดเชียงใหม่
ในวันอาทิตย์ที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓


ติดต่อสอบ ถามรายละเอียดได้ที่  วัดพระธาตุดอยน้อย
 ตำบลดอยหล่อ  อำเภอดอยหล่อ  จังหวัดเชียงใหม่

โทร. 053-369279, 081-8839812, 089-755-8068








 
Copyright by Jai D D Media. All right Reserved : More Info. Call : 090-165-6195, 080-495-4299: lannatalk@gmail.com